มีหลายๆ คำถามในโลกนี้ที่ผมตอบไม่ได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นที่อย่าได้เอามาถามผมเลยคือ ผมชอบดื่มกาแฟหรือผมชอบบรรยากาศของการดื่มกาแฟมากกว่ากัน? อันนี้ผมยอมรับว่าตอบไม่ได้จริงๆ ว่าผมชอบอย่างแรกหรืออย่างหลังมากกว่า จนกลายเป็นข้อครหาว่า อ่าว ไม่รู้ความต้องการของตัวเองยังงี้ไม่แนวจริงนี่หว่า (อ่าว กรรมกรูอี๊ก)
ที่วันนี้อยู่ๆ นึกครึ้มอกครึ้มใจ เปิดมาเป็นเรื่องของกาแฟเลยก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศมากมายหรอกครับ แต่เห็นชื่อบล็อคของผมแล้วใช่ไหมครับ... ใช่ครับ coffee break room... และถ้าจะไม่ให้ผมพูดเรื่องกาแฟซักนิดเลยมันจะดูแปร่งๆ (คำว่า "แปร่งๆ" นี่เป็นศัพท์ล่าสุดที่ได้มาจากคำพูดติดปากของเมเนเจอร์ที่ที่ทำงานของผมครับ ผมว่ามันตลกดี ฟังดูแปร่งๆ)
หลายๆ ท่านที่ไม่ได้นิยมการดื่มกาแฟ หรือไม่ได้ชื่นชอบเครื่องดื่มรสขมนี้อาจไม่เข้าใจถึงคำว่าวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเท่าไหร่ (ต่อจากนี้ไปขออนุญาตใช้คำว่า Coffee Culture แทนนะครับ เพราะพิมพ์ภาษาไทยมันดูยาว และการใช้ภาษาอังกฤษมาแทนทำให้บล็อคดูเป็นบล็อคระดับอินเตอร์ขึ้นมาอีก 5.5% ฮา)... บอกตามตรง ในฐานะคนที่ชอบการดื่มกาแฟคนหนึ่งและเอ็นจอยเหลือเกินกับการนั่งจุมปุ๊กอยู่ในร้านกาแฟอย่างผมเองก็ยังอยู่ในช่วงการค้นหาคำตอบอยู่เหมือนกัน ว่าผมเข้าใจนิยามของคำว่า Coffee Culture เหมือนที่คนอื่นเข้าใจ หรือเหมือนที่มันได้ถูกบัญญัติไว้ในดิคชันนารี่เล่มไหนสักเล่มในโลกนี้หรือเปล่า ดังนั้นวันนี้ผมจึงแค่อยากมาเพ้อถึงความรู้สึกส่วนตัวจากการได้สัมผัสกับ Culture นี้อย่างเนืองๆ ให้ท่านผู้อ่านที่ชื่นชอบ หรือท่านที่อยู่ใน Coffee Culture อยู่แล้วให้ได้อ่านกันครับ...
เคยได้ยินคำพูดที่ว่า "ข้าพเจ้ามิได้ชื่นชอบรสชาติสุรา แต่ข้าพเจ้าชื่นชอบบรรยากาศของการร่ำสุรา" ไหมครับ? ประโยคที่ผมยกมาให้อ่านเป็นประโยคเดียวกับที่ทำให้ผมคิดถึง Coffee Culture ขึ้นมาว่า "เฮ้ย ที่จริงกรูชอบรสชาติกาแฟ หรือกรูชอบบรรยากาศในร้านกาแฟมากกว่ากันวะ?" ทั้งนี้เพราะรูปประโยคมันเข้ากันได้เป๊ะ ลองดูนะครับว่าถ้าผมเอาประโยคเดิมมาเปลี่ยนใหม่ว่า "ข้าพเจ้ามิได้ชื่นชอบรสชาติกาแฟ แต่ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศของการดื่มกาแฟ"... พอใช้แทนกันได้ไหมครับ?
ดังนั้นตอนนี้เราจะมีตัวเลือกสองข้อให้ผู้อ่านเลือกเหมือนกันครับ ว่าชอบอันไหนมากกว่ากัน กาแฟหรือบรรยากาศ? กรณีนี้ไม่มีให้ตอบผิดทุกข้อนะครับ เพราะถ้าท่านผู้อ่านตัดสินใจเลือกที่จะอ่านต่อแปลว่าอย่างน้อยก็สนใจในเรื่องกาแฟอยู่บ้างพอควรอย่างน้อยก็เรื่องใดเรื่องหนึ่งนี่แหละ ถ้าเลือกได้แล้วลองอ่านต่อดูครับ ว่ามุมมองเกี่ยวกับ Coffee Culture เหมือนกับที่ผมจะแชร์ให้ได้อ่านกันบ้างหรือเปล่า
สำหรับเรื่องแรกที่เรื่องของรสของกาแฟ ทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วเนอะ ครับ ใช่ครับ...ขมครับ บางคนซื้อกาแฟเอสเปรสโซ่อย่างดีมาแก้วนึงจากร้านกาแฟยี่ห้อดังใจกลางกรุง อารมณ์ว่าอยากได้รสกาแฟแท้ๆ แบบต้นตำรับของร้าน แล้วพี่แกก็เอาไปเติมนม เติมครีมเทียม เติมน้ำตาล ดีไม่ดีขอนมข้นหวานจากหลังร้านเค้ามาเติมเพื่อดับความขมจนเละไปเลย อันนี้ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลครับ ของผมถ้าไปร้านไหนเป็นครั้งแรกจะพยายามสั่งเอสเปรสโซ่ของเค้ามาดื่มก่อน คือมันจะได้รู้สองอย่างครับคืดรสชาติกาแฟที่ร้านดีแค่ไหน กับคนชงกาแฟที่ร้านมีฝีมือแค่ไหน อันนี้บอกกันได้เลยจากกาแฟดำๆ แก้วจิ๋วเนี่ยแหละ คืออย่างน้อยกาแฟดีที่คนชงฝีมือดีๆ นี่มันต้องเปล่งประกายครับ ผมกำลังพูดถึงฟองสีทองๆ ที่จะต้องลอยอยู่บนผิวหน้ากาแฟหากกาแฟนั้นได้รับการชงด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิที่เหมาะสมประกอบกับความเอาใจใส่ของคนทำครับ แต่เรื่องการแบ่งเกรดกาแฟจากรสชาตินี่ผมยอมรับแบบแมนๆ เลยครับ ว่าผมเองทำไม่ได้ คือกาแฟพอมาแตะลิ้นแล้วสำหรับผมรสมันขมเหมือนกันหมด แต่กลิ่นนี่ผมพอแยกได้บ้างว่าต่างกัน
เอสเปรสโซ่จากร้านกาแฟร้านนึงที่ผมได้ไปชิมมา เป็นร้านในประเทศลาวครับ เข้มใช้ได้ทีเดียว
หลังจากได้ลองแล้วว่ารสชาติกาแฟกับฝีมือคนชงดีแค่ไหนผมก็จะกลับไปตายรังที่ "ลาเต้" เครื่องดื่มโปรดของผมครับ... ทำไมหนะรึ คือผมชอบที่มันมีส่วนผสมของนมกับกาแฟที่กำลังดี ด้วยปริมาณของกาแฟต่อแก้วที่ไม่เข้มข้นเท่าคาปูชิโน่ทำให้ผมสามารถดื่มได้วันละสองแก้ว แล้วลาเต้นี่มันเปลี่ยนอารมณ์ได้ อยากดื่มแบบร้อนก็ได้แบบเย็นก็ได้ โลเลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้แบบนี้ครองใจผมได้ไม่ยากครับ อุอุอุ... ในส่วนของลาเต้เองก็มีวิธีการพิสูจน์เหมือนกันนะครับว่าคุณภาพของนม และของคนชงดีแค่ไหน อันนี้แนะนำให้ลองดูครับ เห็นฟองหนานุ่มสีขาวๆ ที่โปะอยู่บนกาแฟใช่ไหมล่า ดูซิว่าฟองนมนั่นละเอียดแค่ไหน คือเม็ดฟองมันต้องเล็กและละเอียดมากๆ ดูแล้วสม่ำเสมอกัน อย่างนี้แปลว่าดีครับ จากนั้นเอาช้อนชาครับไปตักฟองนมขึ้นมานิดนึงอย่าให้โดนน้ำกาแฟนะครับ แล้วลองคว่ำดูครับถ้าคว่ำแล้วฟองไม่หล่นนี่ใช้ได้เลยครับ... ซึ่งกาแฟลาเต้ที่ผมชอบดื่มที่สุดตอนนี้คงไม่พ้นยี่ห้อสตาร์บัคครับ ในความรู้สึกผมที่ชอบดื่มกาแฟผสมนมเพียวๆ และไม่นิยมนมข้นหวานแบบผม ผมรู้สึกว่าที่นี่โอเคสุด และหลายๆ ครั้งที่ผมชอบไปนั่งแกร่วที่ shop ของยี่ห้อนี้ด้วย.. อ้อ ให้ผมนั่งที่ร้านกาแฟนี่ ผมเชื่อว่าถ้ามีหนังสือที่น่าอ่านเล่มหนาๆ สักเล่ม และไม่ต้องรีบไปธุระที่ไหนหรือมีคนมาตามตัวไปไหนซะก่อนนี่ ผมนั่งได้ทั้งวันครับ
ลาเต้ร้อนๆ กับฟองหนาๆ ฟองนมนี่มีไว้เพื่อรักษาอุณหภูมิของกาแฟที่อยู่ในถ้วยครับ
ต่อมาเรื่องบรรยากาศครับ... เคยเจอไหมครับ ร้านกาแฟชงกาแฟอร๊อยยยอร่อย แต่ทำไมมันเจ๊งได้วะ คืองี้ครับ คนบางคนโดยเฉพาะพวกที่อยู่ใน Coffee Culture แบบฮาร์ดคอร์จริงๆ นี่ เวลาเขาไปดื่มกาแฟนี่เขาไม่ได้ไปแค่ "ดื่ม" กาแฟนะครับ แต่เขาตั้งใจจะไป "ดื่มด่ำ" กับบรรยากาศของร้านกาแฟด้วย ดีงนั้นถ้าเราสังเกตดีๆ เราจะเห็นว่าร้านกาแฟที่คนนั่งกันแน่นๆ มีแฟนประจำเยอะๆ นอกจากกาแฟดีแล้ว คนชงดีแล้ว ภายในร้านเองก็ต้องมีการตกแต่งที่ดูแล้ว "ให้บรรยากาศ" แก่การดื่มกาแฟด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟใหญ่ๆ มักจะต้องมี theme เป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นแบบที่เค้าคิดแล้วว่ามันช่วยส่งเสริมการขายกาแฟของเค้าได้ เช่นกำหนดเลยว่าทุก shop ของร้านเค้าจะต้องจัดหน้าตาคล้ายๆ กันหมด คือโซฟาก็ต้องแบบนี้นะ โต๊ะต้องแบบนี้นะ นั่นถือเป็นความใส่ใจของร้านที่ว่า ไม่ว่าคุณจะไปน้งที่ร้านเค้าที่ใดก็ตาม คุณจะได้รับบรรยากาศที่เหมือนกันหมด... พอให้เข้าใจถึงความสำคัญของบรรยากาศขึ้นมาหรือยังครับ
นอกจากรูปแบบการจัดวางร้านแล้ว บรรยากาศอื่นๆ ที่เรามองไม่เห็นเช่นทางรส กลิ่น เสียง หรือความรู้สึก ก็เป็นอะไรที่แอบมาดึงดูดเราให้รู้สึกว่าอยากนั่งอยู่ตรงนี้อีกสักพักได้โดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน อย่างกรณีของผม ผมชอบการได้นั่งเฉยๆ ดูผู้คนที่เข้ามาในร้านเดินไปเดินมาเพื่อใช้ชีวิตของเค้า ไม่ได้โรคจิตนะครับ แต่อาจเป็นเพราะที่บ้านผมเป็นร้านค้าเหมือนกัน ตั้งแต่ผมยังตัวเล็กๆ คุณแม่ก็จะพาผมมานั่งอยู่หน้าร้านเพื่อที่จะดูแลผมได้ง่ายๆ ดังนั้นผมจะคุ้นชินกับการอยู่ในที่ที่มีคนเยอะๆ เห็นคนเดินไปมา ซื้อโน่นนี่ หรือใช้ชีวิตตามแบบของเค้า พอโตขึ้นมาการที่ผมได้เห็นภาพในรูปแบบนี้มันทำให้ผมรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ร้านกาแฟที่ผมจะเลือกไปนั่งก็ต้องเป็นร้านที่ดูคึกคักมีคนเข้า-ออกเยอะๆ หน่อย
เพราะอย่างนี้แหละ ช่วงเสาร์-อาทิตย์ของผมถึงมักหมดกับการไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ในร้านสตาร์บัคนี่แหละ ถ้าท่านผู้อ่านคนไหนเดินเข้าร้านแล้วเจอหนุ่มออกแนวตี๋ๆ ใส่เสื้อยืดขาวล้วนประมาณตราเป็ดคู่ กับกางเกงยีนส์ คนคนนั้นอาจเป็นผมก็ได้นะครับ อุอุ... อันที่จริงแล้วผมอยากที่จะไปลองนั่งเล่นดูที่ร้านกาแฟร้านอื่นๆ บ้างเหมือนกันนะ แต่ด้วยความที่กรุงเทพเราร้านกาแฟที่มีการจัดร้านเป็นมุมส่วนตัว หรือเปิดเป็นร้านบรรยากาศน่านั่งจริงๆ มันช่างหายากซะเหลือเกิน หรือไม่ก็เป็นที่ที่การจราจรไม่สะดวก หรือไม่ก็ร้านดีแต่รสชาติกาแฟไม่ได้เรื่องเลย มันเลยอดไม่ได้ที่จะต้องเข้าร้านนี้ทุกที ใครมีร้านดีๆ แถวๆ นี้ก็บอกกันหน่อยนะครับ ^^
วันนี้หมดแค่นี้ก่อนครับ คราวหน้าถ้าผมเจอร้านกาแฟใหม่ๆ จะเอามาอวดอีกทีครับ... บุย
whiteteebluejeans
ภาคผนวก
ประเภทของกาแฟ: เพื่อการอ่านให้ได้เข้าใจและรับรู้ถึงกาแฟแต่ละประเภทมากขึ้น เรียงตามลำดับความขมครับ ^^
เอสเปรสโซ่.. ขมสาดดด >> กาแฟดำมะเมื่อมเพียวๆ ไม่มีนม ไม่มีน้ำตาล ดื่มทีนี่จะได้รสข้นๆ ขมๆ ของเมล็ดกาแฟแท้... (บางคนกระแดะบอกว่าถ้าดื่มเป็นกาแฟจะหวาน คือจะบอกว่า "กาแฟนะเว่ยไม่ใช่เบียร์!" มันต้องดื่มเพื่อรสขมครับ...) เอสเปรสโซ่นี่จะดื่มกันเป็นแก้วเล็กๆ อารมณ์เป๊กเหล้าแบบออนเดอะร็อค
อเมริกาโน่.. ขมจางๆ >> อเมริกาโน่คือการเอาเอสเปรสโซ่นั่นแหละครับมาเพิ่มปริมาณน้ำเข้าไปอีก มันก็คือกาแฟดำเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่มันจะไม่เข้มข้นเท่ากับเอสเปรสโซ่ ดื่มคล่องคอกว่า และดื่มได้ทั้งเย็นและร้อน
คาปูชิโน่.. ขมนมน้อย >> กาแฟผสมนม ถ้าเทียบกับลาเต้แล้วจะมีสัดส่วนของกาแฟต่อปริมาณนมที่มากกว่า สำหรับคนที่เน้นรสชาติกาแฟมากกว่าครับ
ลาเต้.. ขมนมเยอะ >> กาแฟผสมนมเหมือนกับคาปูชิโน่ครับ แต่ต่างกันตรงที่ลาเต้มีสัดส่วนของกาแฟที่น้อยกว่า ผมชอบลาเต้เพราะมันได้รสละมุนของนมมากกว่า ในขณะเดียวกันก็มีกลิ่นหอมของกาแฟด้วย
มอคค่า.. หวานโกโก้ >> กาแฟผสมโกโก้ หลายๆ ร้านมักจะปรุงรสให้หวานตามรสของโกโก้ไปด้วย ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะเวลาดื่มมันได้ความเข้มข้นของโกโก้มาด้วย ดื่มเสร็จแล้วมักจะรู้สึกเหนียวคอ
ทั้งนี้หลังๆ มักจะมีการผสมส่วนผสมอย่างอื่นเพื่อช่วยเพิ่มรสชาติของกาแฟลงไปด้วย อย่างร้านใหญ่ๆ ที่เห็นกันก็มักจะมีพวก วิปครีม, คาราเมล, ผงซินนาม่อน หรือผงวานิล