It's raining cats and dogs

posted on 08 Jun 2009 21:27 by anusornj

ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน แต่ผมรู้สึกชอบหน้าฝนมากที่สุด ทั้งที่ในความเป็นจริงผมมักเบื่อกับการที่ต้องผจญกับรถที่ติดมากกว่าปกติหรือการเสียโอกาศไปเที่ยวนอกบ้านบ้างในบางคราว แต่ถ้าบังเอิญวันที่ฝนตกนั้นเป็นวันที่ผมไม่ได้วางแผนจะไปที่ไหนและตั้งใจจะนั่งเล่นอ่านหนังสือที่บ้านอยู่แล้ว หรือเป็นช่วงเวลาที่ผมกำลังน่าเล่นอยู่ในร้านกาแฟสักร้านนึงนี่ละก็ หลายๆ คนจะเห็นผมนั่งอมยิ้มจางๆ อยู่ในเก้าอี้อาร์มแชร์ตัวใหญ่ที่ห้องนอนของผมหรือไม่ก็เก้าอี้โซฟาหนังกำมะหยี่ดูน่าสบายของร้านกาแฟในขณะที่มีกาแฟแก้วอุ่นๆ พร้อมขนม Biscotti วางอยู่ตรงหน้านั่นแหละ
อันนี้ไม่ใช่ยิ้มสะใจที่ว่าผมนั่งอยู่ในห้องที่มีอากาศอบอุ่นในขณะที่เห็นคนข้างนอกวิ่งหนีฝนกันนะครับ ผมคงไม่ใช่คนที่ชอบดูความเดือดร้อนของคนอื่นขนาดนั้น แต่มันยิ้มออกมาเองจากข้างในเหมือนกับมันเป็นช่วงเวลาที่ผมอิ่มเอมกับความสุขได้มากกว่าช่วงไหนๆ...
ถ้าให้ผมสันนิษฐานเองว่าทำไมผมถึงเป็นแบบนี้ ผมอาจเริ่มเดาจากที่ว่า ผมเกิดราศีกรกฎ หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือราศีปูนั่นแหละ... จากการอ่านคำทำนายเกี่ยวกับอุปนิสัยของคนตามราศีต่างๆ ที่ผมมักจะได้รับจากฟอร์เวิร์ดเมล์บ้างอะไรบ้าง ลักษณะที่ผมเห็นบ่อยๆ จนรู้สึกว่าเป็นจุดร่วมของนักทำนายทุกคน (หรือมันอาจจะมีคนเดียวก็ได้แต่ทำนายหลายครั้ง อันนี้ก็ไม่รู้ว่าไอ้คนที่เป็นคนส่งเมล์ทีแรกมันไปเอามาจากไหน) เอาที่เกี่ยวกับราศีปูนะ คือรักบ้านรักที่อยู่อาศัย อันนี้น่าจะสังเกตได้จากเวลาที่เราไปเดินชายหาด เรามักเห็นปูลมตัวเล็กๆ ขุดรูสร้างบ้านของมันเต็มไปหมด (และเราก็เอาทรายเปียกไปถมทับทางเข้า ดูปูมันต้องเจาะทางเข้าของมันออกมาใหม่..สบายใจ) นักทำนายก็เอานิสัยตรงนี้ของปูมาเหมารวมกับคน ซึ่งก็จริงที่ว่าผมชอบอยู่บ้านหรืออยู่ในสถานที่ที่อบอุ่น และความที่ปูเป็นสัตว์ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ผมเลยเดาเอาเองว่ามันคงจะชอบน้ำเลยทำให้คนราศีปูเป็นคนที่ชอบน้ำไปด้วย (อันนี้ผมเดาเองล้วนๆ ใครซื้อไม่ซื้อก็แล้วแต่)
อีกข้อสันนิษฐานนึงก็มาจากเดือนเกิดนั่นแหละ ผมเกิดเดือนกรกฎาคม (แน่ดิวะ ราศีกรกฎนี่หว่า) ซึ่งหมายความว่าในขณะที่ผมลืมตาออกมาดูโลกนั้นเป็นช่วงที่อากาศชื้นที่สุดในรอบปี ดังนั้นแล้ว สัตว์โลกที่เกิดมาแล้วเห็นอะไรเป็นอย่างแรกก็คิดว่าเป็นแม่ฉันใด เวลาที่มันเกิดมาแล้วสัมผัสกับสภาพอากาศใดเป็นอย่างแรกก็ควรจะคุ้นชินกับสภาพอากาศนั้นก็ฉันนั้น ผมเกิดมาในช่วงหน้าฝนผมก็ควรจะต้องรู้สึกคุ้นชินในสภาวะหน้าฝน อันนี้ผมว่าผมไม่ได้เหมาเอาเองนะ เพราะผมคิดเสมอว่าความคิดนี้เป็นวิทยาศาสตร์ เพียงแต่เป็นวิทยาศาสตร์ที่ผมอธิบายไม่ได้เท่านั้นเองเพราะผมจบบัญชี (ฮา)
ผมมักจะชี้ให้ผู้ร่วมทางของผมดูท้องฟ้าเวลาที่ผมขับรถกลับบ้านและเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มส่อเค้าฝนตกแล้วบอกเขาหรือเธอว่าผมชอบบรรยากาศแบบนี้ที่สุด ซึ่งผู้ร่วมทางของผมมักไม่ยินดีนักหรอก เพราะผมกำลังจะไปส่งเค้าที่จุดรอรถโดยสารหรือสถานีรถไฟฟ้าสักสถานีและนั่นก็แปลว่าผู้ร่วมทางของผมกำลังจะประสบกับปัญหา "ติดฝน" อย่างแน่นอน...
นอกจากชอบบรรยากาศแล้ว ผมยังชอบที่จะถ่ายรูปท้องฟ้ายามเต็มไปด้วยเมฆผนและสีเทาอมฟ้า ซึ่งนี่ก็เป็นภาพบางส่วนที่ผมเก็บได้จากช่วงเวลาก่อนฝนตกในหลายๆ โอกาศครับ
ภาพนี้นี่ที่ร้านอาหารร้านประจำแถวบ้านครับ

1641

ภาพนี้เป็นภาพที่มองออกไปจากหน้าต่างออฟฟิศครับ

1616

ส่วนภาพนี้ที่ตึกออฟฟิศลูกค้าซึ่งผมไปประจำที่นั่นอยู่ช่วงนึง

1564

ภาพนี้ที่ไหนไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว

1111

14411354

มุมส่วนตัวในห้องนอน ใช้นั่งเล่นดูหนังสือและชมบรรยากาศฝนพรำ

1256

1765

ผมเพิ่งมาชอบการถ่ายรูปไม่นานนี้เอง ซึ่งมันก็เริ่มจากที่ผมชอบถ่ายรูปท้องฟ้านี่แหละ... จากที่วันก่อนผมอวดเรื่องกล้อง toy camera ไป ผมก็กะว่าจะลองเอาไปถ่ายท้องฟ้ายามนี้ดูนะ แต่ด้วยว่ามันไม่มีแสงแดดนี่สิทำให้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าภาพมันจะออกมาดีได้แค่ไหน ไว้ลองแล้วจะเอามาให้ดูกัน

อีกอย่างที่ผมอยากทำมากๆ เลยในช่วงที่ฝนตกคือการนอนกลางวันในช่วงที่ฝนตกเนี่ยแหละ เพราะใครๆ มักบอกว่าเวลาที่ฝนตกนี่ "น่านอน" แต่ผมก็ยังไม่เคยทำได้เลยนับตั้งแต่โตมา เพราะผมไม่ชอบนอนกลางวัน เวลาที่ผมนอนกลางวันแล้วตื่นขึ้นมาตอนเย็นทีไรผมมักจะปวดหัวตุบๆ เสมอ นั่นเลยทำให้ผมพยายามเลี่ยงที่จะนอนกลางวันแต่ไปหากิจกรรมอะไรอย่างอื่นแทน และอีกอย่างถึงจะให้ผมหลับผมก็หลับไม่ลงหรอกครับ เพราะส่วนหนึ่งของตัวผมยังอิ่มเอมกับบรรยากาศฝนตกอยู่...

ลาก่อนครับวันนี้ สวัสดีครับ... บุย

whiteteebluejeans

First coffee break

posted on 01 Jun 2009 09:18 by anusornj

มีหลายๆ คำถามในโลกนี้ที่ผมตอบไม่ได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นที่อย่าได้เอามาถามผมเลยคือ ผมชอบดื่มกาแฟหรือผมชอบบรรยากาศของการดื่มกาแฟมากกว่ากัน? อันนี้ผมยอมรับว่าตอบไม่ได้จริงๆ ว่าผมชอบอย่างแรกหรืออย่างหลังมากกว่า จนกลายเป็นข้อครหาว่า อ่าว ไม่รู้ความต้องการของตัวเองยังงี้ไม่แนวจริงนี่หว่า (อ่าว กรรมกรูอี๊ก)
ที่วันนี้อยู่ๆ นึกครึ้มอกครึ้มใจ เปิดมาเป็นเรื่องของกาแฟเลยก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศมากมายหรอกครับ แต่เห็นชื่อบล็อคของผมแล้วใช่ไหมครับ... ใช่ครับ coffee break room... และถ้าจะไม่ให้ผมพูดเรื่องกาแฟซักนิดเลยมันจะดูแปร่งๆ (คำว่า "แปร่งๆ" นี่เป็นศัพท์ล่าสุดที่ได้มาจากคำพูดติดปากของเมเนเจอร์ที่ที่ทำงานของผมครับ ผมว่ามันตลกดี ฟังดูแปร่งๆ)

หลายๆ ท่านที่ไม่ได้นิยมการดื่มกาแฟ หรือไม่ได้ชื่นชอบเครื่องดื่มรสขมนี้อาจไม่เข้าใจถึงคำว่าวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเท่าไหร่ (ต่อจากนี้ไปขออนุญาตใช้คำว่า Coffee Culture แทนนะครับ เพราะพิมพ์ภาษาไทยมันดูยาว และการใช้ภาษาอังกฤษมาแทนทำให้บล็อคดูเป็นบล็อคระดับอินเตอร์ขึ้นมาอีก 5.5% ฮา)... บอกตามตรง ในฐานะคนที่ชอบการดื่มกาแฟคนหนึ่งและเอ็นจอยเหลือเกินกับการนั่งจุมปุ๊กอยู่ในร้านกาแฟอย่างผมเองก็ยังอยู่ในช่วงการค้นหาคำตอบอยู่เหมือนกัน ว่าผมเข้าใจนิยามของคำว่า Coffee Culture เหมือนที่คนอื่นเข้าใจ หรือเหมือนที่มันได้ถูกบัญญัติไว้ในดิคชันนารี่เล่มไหนสักเล่มในโลกนี้หรือเปล่า ดังนั้นวันนี้ผมจึงแค่อยากมาเพ้อถึงความรู้สึกส่วนตัวจากการได้สัมผัสกับ Culture นี้อย่างเนืองๆ ให้ท่านผู้อ่านที่ชื่นชอบ หรือท่านที่อยู่ใน Coffee Culture อยู่แล้วให้ได้อ่านกันครับ...

เคยได้ยินคำพูดที่ว่า "ข้าพเจ้ามิได้ชื่นชอบรสชาติสุรา แต่ข้าพเจ้าชื่นชอบบรรยากาศของการร่ำสุรา" ไหมครับ? ประโยคที่ผมยกมาให้อ่านเป็นประโยคเดียวกับที่ทำให้ผมคิดถึง Coffee Culture ขึ้นมาว่า "เฮ้ย ที่จริงกรูชอบรสชาติกาแฟ หรือกรูชอบบรรยากาศในร้านกาแฟมากกว่ากันวะ?" ทั้งนี้เพราะรูปประโยคมันเข้ากันได้เป๊ะ ลองดูนะครับว่าถ้าผมเอาประโยคเดิมมาเปลี่ยนใหม่ว่า "ข้าพเจ้ามิได้ชื่นชอบรสชาติกาแฟ แต่ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศของการดื่มกาแฟ"... พอใช้แทนกันได้ไหมครับ?

ดังนั้นตอนนี้เราจะมีตัวเลือกสองข้อให้ผู้อ่านเลือกเหมือนกันครับ ว่าชอบอันไหนมากกว่ากัน กาแฟหรือบรรยากาศ? กรณีนี้ไม่มีให้ตอบผิดทุกข้อนะครับ เพราะถ้าท่านผู้อ่านตัดสินใจเลือกที่จะอ่านต่อแปลว่าอย่างน้อยก็สนใจในเรื่องกาแฟอยู่บ้างพอควรอย่างน้อยก็เรื่องใดเรื่องหนึ่งนี่แหละ ถ้าเลือกได้แล้วลองอ่านต่อดูครับ ว่ามุมมองเกี่ยวกับ Coffee Culture เหมือนกับที่ผมจะแชร์ให้ได้อ่านกันบ้างหรือเปล่า

สำหรับเรื่องแรกที่เรื่องของรสของกาแฟ ทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วเนอะ ครับ ใช่ครับ...ขมครับ บางคนซื้อกาแฟเอสเปรสโซ่อย่างดีมาแก้วนึงจากร้านกาแฟยี่ห้อดังใจกลางกรุง อารมณ์ว่าอยากได้รสกาแฟแท้ๆ แบบต้นตำรับของร้าน แล้วพี่แกก็เอาไปเติมนม เติมครีมเทียม เติมน้ำตาล ดีไม่ดีขอนมข้นหวานจากหลังร้านเค้ามาเติมเพื่อดับความขมจนเละไปเลย อันนี้ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลครับ ของผมถ้าไปร้านไหนเป็นครั้งแรกจะพยายามสั่งเอสเปรสโซ่ของเค้ามาดื่มก่อน คือมันจะได้รู้สองอย่างครับคืดรสชาติกาแฟที่ร้านดีแค่ไหน กับคนชงกาแฟที่ร้านมีฝีมือแค่ไหน อันนี้บอกกันได้เลยจากกาแฟดำๆ แก้วจิ๋วเนี่ยแหละ คืออย่างน้อยกาแฟดีที่คนชงฝีมือดีๆ นี่มันต้องเปล่งประกายครับ ผมกำลังพูดถึงฟองสีทองๆ ที่จะต้องลอยอยู่บนผิวหน้ากาแฟหากกาแฟนั้นได้รับการชงด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิที่เหมาะสมประกอบกับความเอาใจใส่ของคนทำครับ แต่เรื่องการแบ่งเกรดกาแฟจากรสชาตินี่ผมยอมรับแบบแมนๆ เลยครับ ว่าผมเองทำไม่ได้ คือกาแฟพอมาแตะลิ้นแล้วสำหรับผมรสมันขมเหมือนกันหมด แต่กลิ่นนี่ผมพอแยกได้บ้างว่าต่างกัน

เอสเปรสโซ่จากร้านกาแฟร้านนึงที่ผมได้ไปชิมมา เป็นร้านในประเทศลาวครับ เข้มใช้ได้ทีเดียว

 1156


หลังจากได้ลองแล้วว่ารสชาติกาแฟกับฝีมือคนชงดีแค่ไหนผมก็จะกลับไปตายรังที่ "ลาเต้" เครื่องดื่มโปรดของผมครับ... ทำไมหนะรึ คือผมชอบที่มันมีส่วนผสมของนมกับกาแฟที่กำลังดี ด้วยปริมาณของกาแฟต่อแก้วที่ไม่เข้มข้นเท่าคาปูชิโน่ทำให้ผมสามารถดื่มได้วันละสองแก้ว แล้วลาเต้นี่มันเปลี่ยนอารมณ์ได้ อยากดื่มแบบร้อนก็ได้แบบเย็นก็ได้ โลเลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้แบบนี้ครองใจผมได้ไม่ยากครับ อุอุอุ... ในส่วนของลาเต้เองก็มีวิธีการพิสูจน์เหมือนกันนะครับว่าคุณภาพของนม และของคนชงดีแค่ไหน อันนี้แนะนำให้ลองดูครับ เห็นฟองหนานุ่มสีขาวๆ ที่โปะอยู่บนกาแฟใช่ไหมล่า ดูซิว่าฟองนมนั่นละเอียดแค่ไหน คือเม็ดฟองมันต้องเล็กและละเอียดมากๆ ดูแล้วสม่ำเสมอกัน อย่างนี้แปลว่าดีครับ จากนั้นเอาช้อนชาครับไปตักฟองนมขึ้นมานิดนึงอย่าให้โดนน้ำกาแฟนะครับ แล้วลองคว่ำดูครับถ้าคว่ำแล้วฟองไม่หล่นนี่ใช้ได้เลยครับ... ซึ่งกาแฟลาเต้ที่ผมชอบดื่มที่สุดตอนนี้คงไม่พ้นยี่ห้อสตาร์บัคครับ ในความรู้สึกผมที่ชอบดื่มกาแฟผสมนมเพียวๆ และไม่นิยมนมข้นหวานแบบผม ผมรู้สึกว่าที่นี่โอเคสุด และหลายๆ ครั้งที่ผมชอบไปนั่งแกร่วที่ shop ของยี่ห้อนี้ด้วย.. อ้อ ให้ผมนั่งที่ร้านกาแฟนี่ ผมเชื่อว่าถ้ามีหนังสือที่น่าอ่านเล่มหนาๆ สักเล่ม และไม่ต้องรีบไปธุระที่ไหนหรือมีคนมาตามตัวไปไหนซะก่อนนี่ ผมนั่งได้ทั้งวันครับ

ลาเต้ร้อนๆ กับฟองหนาๆ ฟองนมนี่มีไว้เพื่อรักษาอุณหภูมิของกาแฟที่อยู่ในถ้วยครับ

 1556

ต่อมาเรื่องบรรยากาศครับ... เคยเจอไหมครับ ร้านกาแฟชงกาแฟอร๊อยยยอร่อย แต่ทำไมมันเจ๊งได้วะ คืองี้ครับ คนบางคนโดยเฉพาะพวกที่อยู่ใน Coffee Culture แบบฮาร์ดคอร์จริงๆ นี่ เวลาเขาไปดื่มกาแฟนี่เขาไม่ได้ไปแค่ "ดื่ม" กาแฟนะครับ แต่เขาตั้งใจจะไป "ดื่มด่ำ" กับบรรยากาศของร้านกาแฟด้วย ดีงนั้นถ้าเราสังเกตดีๆ เราจะเห็นว่าร้านกาแฟที่คนนั่งกันแน่นๆ มีแฟนประจำเยอะๆ นอกจากกาแฟดีแล้ว คนชงดีแล้ว ภายในร้านเองก็ต้องมีการตกแต่งที่ดูแล้ว "ให้บรรยากาศ" แก่การดื่มกาแฟด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟใหญ่ๆ มักจะต้องมี theme เป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นแบบที่เค้าคิดแล้วว่ามันช่วยส่งเสริมการขายกาแฟของเค้าได้ เช่นกำหนดเลยว่าทุก shop ของร้านเค้าจะต้องจัดหน้าตาคล้ายๆ กันหมด คือโซฟาก็ต้องแบบนี้นะ โต๊ะต้องแบบนี้นะ นั่นถือเป็นความใส่ใจของร้านที่ว่า ไม่ว่าคุณจะไปน้งที่ร้านเค้าที่ใดก็ตาม คุณจะได้รับบรรยากาศที่เหมือนกันหมด... พอให้เข้าใจถึงความสำคัญของบรรยากาศขึ้นมาหรือยังครับ

นอกจากรูปแบบการจัดวางร้านแล้ว บรรยากาศอื่นๆ ที่เรามองไม่เห็นเช่นทางรส กลิ่น เสียง หรือความรู้สึก ก็เป็นอะไรที่แอบมาดึงดูดเราให้รู้สึกว่าอยากนั่งอยู่ตรงนี้อีกสักพักได้โดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน อย่างกรณีของผม ผมชอบการได้นั่งเฉยๆ ดูผู้คนที่เข้ามาในร้านเดินไปเดินมาเพื่อใช้ชีวิตของเค้า ไม่ได้โรคจิตนะครับ แต่อาจเป็นเพราะที่บ้านผมเป็นร้านค้าเหมือนกัน ตั้งแต่ผมยังตัวเล็กๆ คุณแม่ก็จะพาผมมานั่งอยู่หน้าร้านเพื่อที่จะดูแลผมได้ง่ายๆ ดังนั้นผมจะคุ้นชินกับการอยู่ในที่ที่มีคนเยอะๆ เห็นคนเดินไปมา ซื้อโน่นนี่ หรือใช้ชีวิตตามแบบของเค้า พอโตขึ้นมาการที่ผมได้เห็นภาพในรูปแบบนี้มันทำให้ผมรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ร้านกาแฟที่ผมจะเลือกไปนั่งก็ต้องเป็นร้านที่ดูคึกคักมีคนเข้า-ออกเยอะๆ หน่อย

เพราะอย่างนี้แหละ ช่วงเสาร์-อาทิตย์ของผมถึงมักหมดกับการไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ในร้านสตาร์บัคนี่แหละ ถ้าท่านผู้อ่านคนไหนเดินเข้าร้านแล้วเจอหนุ่มออกแนวตี๋ๆ ใส่เสื้อยืดขาวล้วนประมาณตราเป็ดคู่ กับกางเกงยีนส์ คนคนนั้นอาจเป็นผมก็ได้นะครับ อุอุ... อันที่จริงแล้วผมอยากที่จะไปลองนั่งเล่นดูที่ร้านกาแฟร้านอื่นๆ บ้างเหมือนกันนะ แต่ด้วยความที่กรุงเทพเราร้านกาแฟที่มีการจัดร้านเป็นมุมส่วนตัว หรือเปิดเป็นร้านบรรยากาศน่านั่งจริงๆ มันช่างหายากซะเหลือเกิน หรือไม่ก็เป็นที่ที่การจราจรไม่สะดวก หรือไม่ก็ร้านดีแต่รสชาติกาแฟไม่ได้เรื่องเลย มันเลยอดไม่ได้ที่จะต้องเข้าร้านนี้ทุกที ใครมีร้านดีๆ แถวๆ นี้ก็บอกกันหน่อยนะครับ ^^

วันนี้หมดแค่นี้ก่อนครับ คราวหน้าถ้าผมเจอร้านกาแฟใหม่ๆ จะเอามาอวดอีกทีครับ... บุย

whiteteebluejeans

ภาคผนวก
ประเภทของกาแฟ: เพื่อการอ่านให้ได้เข้าใจและรับรู้ถึงกาแฟแต่ละประเภทมากขึ้น เรียงตามลำดับความขมครับ ^^
เอสเปรสโซ่.. ขมสาดดด >> กาแฟดำมะเมื่อมเพียวๆ ไม่มีนม ไม่มีน้ำตาล ดื่มทีนี่จะได้รสข้นๆ ขมๆ ของเมล็ดกาแฟแท้... (บางคนกระแดะบอกว่าถ้าดื่มเป็นกาแฟจะหวาน คือจะบอกว่า "กาแฟนะเว่ยไม่ใช่เบียร์!" มันต้องดื่มเพื่อรสขมครับ...) เอสเปรสโซ่นี่จะดื่มกันเป็นแก้วเล็กๆ อารมณ์เป๊กเหล้าแบบออนเดอะร็อค
อเมริกาโน่.. ขมจางๆ >> อเมริกาโน่คือการเอาเอสเปรสโซ่นั่นแหละครับมาเพิ่มปริมาณน้ำเข้าไปอีก มันก็คือกาแฟดำเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่มันจะไม่เข้มข้นเท่ากับเอสเปรสโซ่ ดื่มคล่องคอกว่า และดื่มได้ทั้งเย็นและร้อน
คาปูชิโน่.. ขมนมน้อย >> กาแฟผสมนม ถ้าเทียบกับลาเต้แล้วจะมีสัดส่วนของกาแฟต่อปริมาณนมที่มากกว่า สำหรับคนที่เน้นรสชาติกาแฟมากกว่าครับ
ลาเต้.. ขมนมเยอะ >> กาแฟผสมนมเหมือนกับคาปูชิโน่ครับ แต่ต่างกันตรงที่ลาเต้มีสัดส่วนของกาแฟที่น้อยกว่า ผมชอบลาเต้เพราะมันได้รสละมุนของนมมากกว่า ในขณะเดียวกันก็มีกลิ่นหอมของกาแฟด้วย
มอคค่า.. หวานโกโก้ >> กาแฟผสมโกโก้ หลายๆ ร้านมักจะปรุงรสให้หวานตามรสของโกโก้ไปด้วย ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะเวลาดื่มมันได้ความเข้มข้นของโกโก้มาด้วย ดื่มเสร็จแล้วมักจะรู้สึกเหนียวคอ
ทั้งนี้หลังๆ มักจะมีการผสมส่วนผสมอย่างอื่นเพื่อช่วยเพิ่มรสชาติของกาแฟลงไปด้วย อย่างร้านใหญ่ๆ ที่เห็นกันก็มักจะมีพวก วิปครีม, คาราเมล, ผงซินนาม่อน หรือผงวานิล

Let's take a (s)nap

posted on 25 May 2009 21:19 by anusornj

กลับมาเขียนอีกครรั้งครับ กับ lifestyle center blog นะครับ
อย่างที่เคยคิดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นแล้วครับว่าบล็อคของผมคงไม่ได้กำหนดแนวไปในทางใดทางหนึ่งว่าจะต้องเน้นเรื่องนี้ๆๆ เท่านั้น แต่บล็อคของผมจะเป็นเหมือนไดอะรี่ที่ว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ สนใจเรื่องอะไรอยู่มากกว่า ดังนั้นเนื้อเรื่องที่จะถูกเขียนในนี้มันจะเปะปะ หาหลักแหล่งไม่ค่อยได้ ไม่เรียงตามลำดับไหล่... อารมณ์มันจะล่องลอยแบบว่า วันนี้เขียนถึงเรื่องของเล่น อีกวันพอใจจะไปเขียนถึงยีนส์ สักพักกลับมาเรื่องการตกแต่งบ้าน ขอให้ทำใจหน่อยนะครับ ^^'
เอาหล่ะครั้งก่อนๆ เขียนเรื่องกิน เรื่องเที่ยวมาแล้ว วันนี้มาพูดเรื่องของ "ของเล่น" บ้างดีกว่า ของเล่นในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตุ๊กตาบลายธ์ หรือ urban vinyl อย่างที่ตอนนี้คนไทยเริ่มรู้จักของเหล่านี้มากขึ้น และเริ่มมีผู้นำสินค้าเหล่านี้เข้ามาตีตลาดเมืองไทยนะครับ (อันนั้นไว้เขียนถึงวันหลัง ^^) แต่ของเล่นในวันนี้เป็นของที่ผมเพิ่งได้มาไม่นานและยังไม่หายเห่อครับ อ่าวอะไรหละทีนี้ คือผมจะบอกก่อนว่า นิยามคำว่า "ของเล่น" ของผู้ชายมันมีได้หลายแบบครับ เด็กผู้ชายอาจจะมีของเล่นที่เป็นของเล่นจริงๆ เลย หนุ่มๆ ก็อาจมีมอเตอร์ไซค์เป็นของเล่นคู่ใจ แก่ๆ หน่อยก็เล่นรถสปอร์ต รถโบราณ ก็ว่ากันไป (ยกเว้นผู้หญิง อันนี้ให้เป็นของเล่นไม่ได้ ไม่งั้นเดี๋ยวได้เจอของจริง (-___- 'l|)) สำหรับผมที่ตอนนี้ที่เบี้ยน้อยหอยน้อยเต็มทน เนื่องจากต้องเอาใจใส่คุณแฟน เห็นแก่อนาคต หมดเงินไปกับการลงทุนกับกองทุนที่เอาตังค์เราไปซื้อหุ้นกู้ที่นับวันยิ่งดิ่งลงๆ เหอะๆๆ ตอนนี้ afford ได้เท่านี้แหละครับ นี่ครับนี่

  148

157 

กล้องครับกล้อง แต่ว่ามันคือกล้องอะไรหวา ดูไร้เดียงสา กิ๊กก๊อกปัญญาอ่อนเหมือนกล้องสมัยเด็กๆ ที่เราเอาไปถ่ายรูปตามพิพิธภัณฑ์ท้องฟ้าจำลอง หรือสวนสัตว์ซาฟารีเมื่อครั้งที่โรงเรียนพาเราไปทัศนศึกษาเลยนี่หว่า (อันนี้สำหรับกรณีที่ท่านผู้ด่านอายุเท่าเจ้าของบล็อคนะครับ ^^ แต่อย่างนึงที่แน่ใจว่าตอนนี้ไม่เปลี่ยนไปแน่นอนคือโชว์การแสดงของเหล่าสิงห์สาราสัตว์ในซาฟารี เมื่อก่อนเล่นมุขไหนตอนนี้มันยังเล่นมุขเดิมอยู่เลย และเข้าใจว่าถ้ามีลูก ลูกกรูคงได้ดูมุขนี้ของเอร็งด้วย คิดใหม่ทำใหม่มั่งก็ดีนะพี่)
อ่ะกลับมาต่อที่กล้องกันเหอะครับ แล้วทีนี้มันดียังไงหละ ทำไมต้องขุดเอากล้องที่เค้าเลิกใช้กันไปแล้วมาใช้ด้วย เดี๋ยวนี้เค้ามีกล้องดิจิตอลใช้กันหมดแล้ว ไปใช้ทำไมกล้องฟิล์ม ต้องซื้อฟิล์มมาใส่ ถ่ายแล้วอยากดูรูปเลยก็ไม่ได้ ถ่ายในที่ร่มภาพก็มืดซะ แถมเมื่อก่อนจำได้ว่าฟิล์มมม้วนนึงถ่ายได้ 36 รูป แต่ตอนล้างไหงเหลือแค่สิบกว่ารูปวะ ที่เหลือทำไมเจ๊งหมด... ไอ้ข้อเสียทั้งหมดนี้... มันถือเป็นสเน่ห์ของกล้องที่ผมกำลังจะแนะนำนี่แหละครับ อ่ะ ดูรูปกันอีกที น่ารักคิขุแค่ไหน

  128

กล้องที่ผมใช้อยู่นี่เรียกกันง่ายๆ ว่า toy camera ครับ ทำไมถึงเรียก toy ในที่นี้ผมขออนุญาตใช้ความเข้าใจของผมในการอธิบายนะครับ (จริงๆ รู้ไม่ลึก แต่กระแดะจะเขียนเกี่ยวกะกล้อง โถ) ที่เรียก toy ก็เพราะมันเป็นไปตามชื่อมันแหละครับ กล้องเด็กเล่น กล้องแถม อารมณ์ว่าซื้อสบู่แถมกล้อง ดังนั้นตัวกล้องจะไม่มีฟังก์ชั่นอะไรเลย อย่างของผมแม้กระทั่งแฟลชยังไม่มี ปรับโฟกัสก็ไม่ได้ เวลาถ่ายทีนึงก็ต้องเลื่อนฟิล์มโดยการใช้นิ้วโป้งรูดฟันเฟืองให้มันดัง "กื้ด กื้ด!" ถ่ายหมดแล้วก็ต้องกรอฟิล์มโดยการไขด้วยมือหยั่งกะสาวเบ็ดตกปลา แถมเลนส์ยังทำจากพลาสติกอีกต่างหาก เอ้อ แล้วมันดียังไงเนี่ย
เท่าที่ผมได้รับรู้จากการเล่นกล้องนี้มาสองวันถ้วน (อย่างเยอะเลยเนอะ) มันคือความสนุกในการถ่ายรูปกับการลุ้นเมื่อตอนส่งฟิล์มไปล้างครับ (วันแรกถ่าย วันที่สองล้างฟิล์ม สนุกอย่างละวัน)
สนุกกับการถ่ายยังไง อืมมม... อันนี้แล้วแต่คนครับ สำหรับผม สนุกตรงที่วันนี้ไปถ่ายที่ไหนดีวะ ถ่ายมุมไหนให้มันสวยได้ ถ่ายยังไงให้ภาพมันไม่มืด ส่วนสำหรับคนอื่นที่เล่นกล้องแบบนี้ก็อาจเป็นสนุกตรงถ่ายมั่วๆ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องเล็ง มือแตะกล้องได้ปุ๊บกดชัตเตอร์ปั๊บเลย (อารมณ์สิงห์ปืนไว อันนี้ถ้าไม่เชี่ยวบวกเฮงจริงๆ เจ๊งกันไปหลายราย) แล้วมาลุ้นตอนล้างว่ากรูไปถ่ายอะไรมาวะ? ต่อมาก็อาจสนุกด้วยการตั้งโจทย์ในการถ่ายแบบแปลกๆ จำพวกถ่ายรูปแบบ knee shot ถ่ายรูปในระดับหัวเข่าเท่านั้น ไม่ต้องเล็งเหมือนกัน ถือกล้องแล้วหย่อนลงไปที่ระดับเข่าแล้วกดชัตเตอร์เลย หลังจากนั้นอารูปมาเบ่งกันว่าของใครแนวกว่า อันนี้เข้าใจว่าอาจมีลงไปถึงตาตุ่มถ้าคนถ่ายมันก้มได้ถึง หรือไม่โดนตำรวจซิวไปก่อนเนื่องจากถูกต้องสงสัยว่าเป็นพวกแอบถ่ายกุงเกงลิง แล้วโดนสาวอ้วนถึกพลเมืองดี (ซึ่งยังไงๆ พวกโรคจิตเค้าคงไม่ถ่ายเจ๊หรอก) ไปแจ้งจับ อันนี้แล้วแต่ความสนุกของใครของมันครับขออย่างเดียวอย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนพอ (สำหรับประเภทถ่ายแบบไม่ต้องคิดเจ้าของบล็อคเองก็อยากเอามาอวด แต่ทุกใบที่ถ่ายแบบนี้เจ๊งหมดเลยไม่มีให้ดูครับ เหอะๆๆ)
ลุ้นยังไง ลุ้นโคตรครับว่าฟิล์มที่ล้างมาจะถ่ายติดสักกี่ใบว๊าาา สำหรับผม ฟิล์มม้วนแรกนี่ติดมาได้ 28 ใบครับ นับเป็นบุญโขมากครับ แต่มันเล่นมัวแบบดูไม่ได้เลยซะ 8 เหลือให้ดูได้แค่ 20 จาก 36 ( - A  -  ') ถ่ายติดน้อยอันนี้ก็เศร้ากันไปครับ ถ่ายติดเยอะนี่ก็ต้องมาลุ้นกันอีกว่าถ่ายออกมาแล้วดูดีไหม เป็นไง ออกแนวชะตาฟ้าลิขิตดีมะครับ
ส่วนภาพหละภาพ มันดีกว่าภาพจากกล้องดิจิตอลยังไง อันนี้ผมขอพูดถึงแค่กล้องสีฟ้าตัวน้อยๆ ของผมเท่านั้นนะครับ เพราะถ้าเอาหมดทุกประเภท รวมกล้องโพลารอยด์ด้วย กล้องโลโม่ด้วยผมคงเปิดเว็บเกี่ยวกับกล้องขึ้นมาอีกเว็บได้แหงๆ ซึ่งขี้เกียจเกินกว่าจะทำครับ ฮ่าๆๆ
เนื่องจากมันเป็นเลนส์พลาสติก ภาพมันจะนวลตากว่ากล้องดิจิตอลครับ คือมันยังไงหละ ภาพจากกิจิตอลมันจะคมกริบ สีไหนเป็นสีไหนแบ่งได้ชัดๆ เลย คือองค์ประกอบในภาพมันจะชัดเจนมากๆ แต่ภาพจากกล้อง toy มันจะออกแนวนวลๆ เบลอๆ เพ้อๆ เอ่อยังไงดีหละ อธิบายไม่ถูก ดูภาพกันเลยละกันครับ

114

 134

ภาพที่ถ่ายนี่เกิดจากการล้างแบบปกติเลย คือใช้ฟิล์มเนกาทีฟถ่าย ก็ใช้น้ำยาล้างสำหรับฟิล์มเนกาทีฟล้าง (ฟิล์มที่เป็นเนกาทีฟ เวลาล้างฟิล์มออกมา มันจะเป็นสีตรงข้ามกับที่เราเห็น ก็เป็นฟิล์มปกติที่เราเห็นกันทั่วไปตอนที่เราฟิล์มไปล้างนี่แหละครับ สำหรับพวกที่เล่นกล้องโลโม่จะมีบ้างที่เอาฟิล์มสำหรับล้างฟิล์มอีกประเภทมาล้าง แบบนี้เรียก cross process ครับ สีของภาพที่ล้างได้จะจัดกว่าปกติมาก สะใจเค้าหละ) ต่อครับต่อ...

3331111

2222121 

 156

พอจะเข้าใจอารมณ์แบบที่ผมบอกออกไหมอ่ะ มึนๆ เบลอๆ มัวๆ นัวๆ (อย่างหลังนี่ไม่ใช่แระ) อย่างภาพนี้ทุ่งหญ้าสีเขียว มันก็จะเขียวได้ใจแบบนี้อ่ะ

123

ข้อเสียของกล้องนี่คือ มันต้องถ่ายในที่ที่แดดตกถึงหัวคุณเท่านั้น (กลางแดดนั่นเอง) วันไหนแดดร่มลมตกนี่อย่าถ่ายครับ เปลืองฟิล์มด้วยดีไม่ดีตัวเปียกฟิล์มเปียกอีก ส่วนกรณีถ่ายในที่ร่ม ต่อให้แดดสาดเข้าถึงก็เถอะ ภาพที่ได้จะมืดไม่มีดีเลย แต่ก็อาจมีบ้างที่เฮงออกมาดีได้ เป็นไงชะตาฟ้าลิขิตดีแมะ อย่างงี้เป็นต้นครับ

222

 111

อันนี้ตั้งใจถ่ายโดนัทครับ ขนาดในห้างที่ว่ามีแสงจากหลอดไฟสว่างจ้าตกลงมากระทบโดนัทที่วางเรียงรายอยู่ในตู้กระจก สะท้อนสีสันสวยงามระยิบระยับ... แต่ผลลัพธ์ที่ได้ต่างกันราวฟ้ากับเหว เป็นวิญญาณโดนัทซะงั้น

171

135

หมดแล้วครับที่ตั้งใจจะเอามาให้ดู ส่วนที่เหลือนี่ถ้าไม่ใช่รูปส่วนตัวก็จะเป็นประเภทห่วยไปเลย ไม่ควรค่าแก่การขึ้นบล็อคครับ (เฉพาะภาพที่ห่วยนะครับที่ไม่ควรค่าขึ้นบล็อค ส่วนภาพส่วนตัวนี่ถ้าขึ้นแล้วบล็อคจะดูดีขึ้นจม แต่กลัวผู้อ่านที่ไม่ประสงค์ดีแอบเอาภาพหัวเจ้าของบล็อคไปตัดต่อเข้ากับตัวเก้งกวาง อันนี้จะไม่งามครับ เหอะๆ)
ถามว่าสนุกไหมกับการเล่นกล้องแบบนี้ ผมว่ามันก็โอเคนะ ถึงแม้ว่าจริงๆ แล้วนี่มันก็คือการถ่ายภาพแบบที่เราเคยใช้กันอยู่ในอดีตก็เหอะ แต่ด้วยความที่ว่าเราห่างหายกับกล้องประเภทนี้ไปพึ่งความสะดวกสบายจากกล้องดิจิตอลมานาน การได้มาถ่ายรูปแบบนี้อีกมันก็เหมือนย้อนความหลังดีนะ เหมือนเด็กที่เพิ่งหัดใช้กล้องใหม่ๆ ประมาณว่า ว่า "เอ๊ มันต้องใส่ฟิล์มยังไงว๊าาา", "อ๋อๆ มันถ่ายในที่แบบนี้ไม่ได้หวะ" หรือว่า "อ้าว ภาพนี้ถ่ายไปตอนไหนวะ จำไม่ได้"... อ้อ เดี๋ยวนี้เค้ามีหลายๆ ร้านที่รับล้างแสกนกันแล้วนะครับ คือล้างรูปโดยไม่ต้องอัดแต่ให้แสกนเป็นไฟล์เลย ตอนที่เราล้างเสร็จเราก็จะได้แผ่นซีดีหนึ่งแผ่นที่เต็มไปด้วยรูป (เสียๆ เบลอๆ) ที่เราถ่ายมาครับ ไม่ต้องเสียค่ากระดาษอัดรูป... สำหรับใครที่สนในและอยากรู้เกี่ยวกับกล้องโพลารอยด์ หรือกล้องโลโม่เพิ่มเติมก็ลองกูเกิ้ลดูก็ได้ครับ ตอนนี้ในไทยมีหลายๆ เว็บที่เป็น community สำหรับคนเล่นกล้องประเภทนี้ให้ศึกษาอยู่แล้ว ส่วนสำหรับบล็อคของผม มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของผมแล้วอยากเอาออกมา present ให้ผู้อ่านได้อ่านเท่านั้นครับ จะให้เข้าใจลึกซึ้งเลยก็คงทำไม่ได้ครับ
ก็อย่างที่บอกไว้ว่าบล็อคนี้ผมสร้างขึ้นเพื่อไว้ใช้สื่อสารกับหลายๆ คน คนที่คล้ายๆ กันกับผม และถ้าท่านผู้อ่านอ่านแล้วชอบ อิน หรืออยากลองเล่นเหมือนกันกับผมหละ หรือตอนนี้กรูก็กำลังเล่นกล้องตัวเดียวกับไอ้เจ้าของบล็อคเนี่ยแหละ ถ้าเป็นอย่างงั้นก็... เราคอเดียวกันเนอะ อิอิ
พบกันใหม่ครั้งหน้าครับ... บุย ^^

145 

131

157

whiteteebluejeans

edit @ 28 May 2009 22:48:52 by whitetee_bluejeans

Chill out - Eat thai food - Shop at thai market (part 2)

posted on 10 May 2009 20:10 by anusornj

สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าทั่นผู้อ่าน blog สบายดีไหม สำหรับผมยังทรงๆทรุดๆ ครับ (หมายถึงงานนะครับ ) วันนี้จะมาเขียนภาคที่สองให้ได้อ่านต่อนะครับ เกรงว่าถ้าทิ้งไว้นานเกินไปมันจะขาดช่วงครับ อิือิ

อย่างที่บอกไว้ครั้งก่อนครับ อิ่มหนำกับอาหารไทยแล้วใช่ม่า ตอนนี้เราเดินออกกำัลังกายนิดนึงครับ เดินข้ามฝั่งมาจากซอยร้านอาหาร มาถึงนี่เลยครับ...ตลาดบอง มาร์เช่

จากการสืบถามทราบว่ามีหลายๆ คนที่ไม่รู้จักตลาดบอง มาร์เช่ และยังไม่เคยมาที่นี่มาก่อน (อย่างน้อยก็น้องสาวผมคนนึงหละ ) ดังนั้นใครที่ไม่เคยไปแล้วคิดว่าตลาดมันต้องเป็นอะไรที่อี๋ๆ เปียกๆ แฉะๆ หนูวิ่งพล่าน แนะนำให้ลองมาที่นี่ดูครับ แล้วจะรู้ว่าไม่เป็นอย่างที่ึคิด เกริ่นมานานแระเดี๋ยวเราไปดู walkthrough กันนะครับ

 

 

แว่บแรกที่เดินเข้าตลาดครับ มาไปริมทางซ้ายมือ อ้าว Daddy Dough มาเปิดตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย (เจ้าของกระทู้ก็ไม่ได้ไปมานานเหมือนกันครับ แหะๆ) แต่ไม่ได้ ไหนๆ วันนี้ทานอาหารไทยแล้ว ขนมก็ต้องทานขนมไทยๆ ด้วย ดังนั้น เราเดินลึกเข้าไปในตลาดต่อครับ

 

 

นี่ครับร้านขนมไทย เหลืองอร่ามดีไหมครับ แลดูอ้วนทีเดียว เข้าร้านนี้ปุ๊บเจ้าของร้านถามทันที "ไม่ค่อยได้มาที่นี่ใช่ไหมครับ หน้าตาไม่ค่อยคุ้น"... ขนาดนั้นเลย แปลว่าตลาดนี้ขาประจำท่าจะเยอะนะครับ

แต่ทองหยิบทองหยอดนี่ สำหรับผม ไม่ไหวครับ หวานมากจนเกินไป เลยเหลือบไปข้างๆ แทนครับ

 

 

แก๊งขนมไทยวางเรียงรายกันสวยงาม... ใครว่าขนมไทยหน้าตาไม่สวยเท่าขนมเมืองนอกลองคิดดูใหม่นะครับ อย่างน้อยถึงไม่สวยแต่ก็ถูกปากนะเ้อ้อ

 

 

ของผมอันนี้้เลยครับ "ลอดช่อง" วันนี้อากาศร้อนมากกกก ซื้อลอดช่องกลับบ้านไปใส่ชาม ใส่น้ำแข็งเกล็ดเย็นๆ ชื่นใจนักแล ส่วนของคุณแฟนวันนี้ทาน "ซ่าหริ่ม" ครับ ฟีลลิ่งเดียวกับลอดช่องนั่นแหละ

ได้ของหวานตามที่อยากแล้ว แต่ไหนๆ มาทั้งที ขอเดินเที่ยวเล่น ดูภายในตลาดซะหน่อยว่ามีอะไรให้ดูบ้าง

 

 

 

 

 

 

ส่วนต่้อไปนี้ คล้ายๆ ช๊อปปิ้งมอลล์นะครับ โซนนี้เหมือนจะสงวนไว้ให้คุณผู้หญิงจับจ่ายใช้สอยเต็มที่เลย มีอะไรไปดูภาพกันละกันครับ (วันนี้พิมพ์เหนื่อยแล้ว )

 

 

 

 

 

 

ไงหละดูเยอะไหมหละ ยังไม่หมดนะครับ ดูต่อๆ

 

 

 

 

ภาพนี้สำหรับสาวกตุ๊กตา Blythe นะครับ อิอิ ที่ตลาดนี้มีร้านขายด้วยครับ Accessories เยอะดีเหมือนกันครับ

ต่อครับต่อ...

 

 

 

 

 

 

เหนื่อยหรือยังครับ ถ้ามาวันเสาร์-อาทิตย์ประมาณนี้ร้านรวงต่างๆ จะเปิดกันเยอะครับ ถ้าขับรถมาเป็นไปได้ผมว่าขับขึ้นไปจอดบนอาคารจอดรถดีกว่าครับ จอดหน้าตลาดด้านล่างเหมือนจะดูใกล้ดี แต่แดดจะแรงมาก วันที่มานี่ผมจอดไปชั่วโมงนึง ขึ้นรถไปทีนี่ถึงกับร้องจ๊ากครับ ไปดูภาพ lot สุดท้ายกันครับ

 

สุดท้ายครับ ใครรู้มั่งอ่ะว่ามีหมากฝรั่งยี่ห้ออะไรบ้าง ดูๆ ไปไม่เคยมีอันไหนที่เคยเห็นมาก่อนเลยแฮะ

หมดแล้วครับพาเดินเที่ยวตลาดวันนี้ ส่วน entry หน้า ผมยังไม่รู้เลยว่าจะเขียนเรื่องอะไร เอาไว้คิดอะไรออกแล้วจะมาโพสต์ใหม่นะครับ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาชม blog ของผมครับ

edit @ 10 May 2009 20:55:54 by whitetee_bluejeans