นิราศอังกฤษ (ตอนที่ 5)
posted on 14 Oct 2010 22:21 by anusornj



หลังจากที่ผมคั่นด้วยเรื่องอุบัติเหตุชีวิตการทำงานของผมแล้วก็ขออนุญาตกลับมาสู่เส้นทางเดิมที่ผมตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่แรกนั่นคือการเขียนไดอะรี่ชีวิตช่วงที่ผมได้ไปเที่ยวอังกฤษต่อนะครับ
ผมมีความคิดมานานมากแล้วว่าอยากมีไดอะรี่สักเล่มหนึ่งในชีวิต เพราะความสามารถที่แสนจำกัดของสมองของผมทำให้ไม่สามารถจดจำเรื่องราวและความรู้สึกที่บางครั้งผมคงเสียดายมากๆ ถ้าหากต้องลืมสิ่งเหล่านี้ไป แต่ด้วยความที่เป็นคนขี้เกียจในการพกสมุดและดินสอไปไหนมาไหนเลยกลายเป็นว่ามันเป็นได้แค่เพียงความคิดที่ไม่เคยนำมาปฏิบัติเลยสักครั้ง
แต่เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมในช่วงคริสมาสต์ปี 2552 ที่ผ่านมานี้เป็นเรื่องที่ไม่อาจลืมได้ลงจริงๆ มันเลยอดรนทนไม่ไหวที่จะลองสู้กับตัวเองดูสักตั้งที่จะเขียนมันให้จบให้ได้ เพียงแต่การจดของผมในช่วงที่กำลังตะลอนเที่ยวในลอนดอนนั้นมันไม่ใช่การเขียนด้วยมือแต่เป็นการจิ้มข้อความลงบนแบล็คเบอรี่ อุปกรณ์ตัวเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความสามารถมหัศจรรย์ที่ช่วยให้ผมได้มีโอกาสมีไดอะรี่เป็นของตัวเองได้ หากไม่มีเครื่องแบล็คเบอรี่...ผมคงไม่มีวันนี้ (เว่อร์ไปไหม?)
21 ธันวาคม 2552:
คืนแรกของชีวิตกับการนอนในห้องที่ต้องเปิดฮีทเตอร์แทนการเปิดแอร์ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เมื่อคืนผมผล็อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ มันเหมือนโดนแชมป์มวยโลกซัดน็อกไปแล้วรู้ตัวอีกทีก็นอนอยู่บนเตียงแล้ว ผมมองไปนอกหน้าต่างโดยคาดเดาเวลาไว้ล่วงหน้าว่าคงเป็นเวลาสักหกโมงเช้าของลอนดอน แวบแรกที่มองออกไป...มืดตื๋อ ผมก้มลงดูเวลาในนาฬิกาแทนเพื่อความแน่ใจ...ตีสี่... โอ้ว...นอนไม่หลับแล้ว
คงเป็นเพราะอาการที่เรียกว่า Jet Lag ทำให้ผมและบีตื่นขึ้นมาไล่เลี่ยกันโดยไม่ได้นัดหมาย เรานั่งอยู่ในห้องคิดไตร่ตรองว่าควรทำอะไรดีในขณะที่วาวา (น้องสาว) นอนหลับปุ๋ยสบายอารมณ์ ก็เค้าอยู่มาจนชินแล้้วนี่นะ หลังจากนั่งเล่นกันอยู่ในห้องสักพักผมกับบีตัดสินใจสะสางสิ่งที่ค้างคาใจของเราให้เสร็จก่อน เพราะกลิ่นหอมของขนมปังและเนยตั้งแต่เช้าวันแรกที่เรามาถึงมันช่างยั่วยวนเหลือเกิน ถามจากพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ตกหัวละ 3 ปอนด์ซึ่งเรายอมจ่ายแต่โดยดี แหงหละหิวจะตายแต่ตอนนี้ตีห้าออกไปที่ไหนมันจะเปิด เราเดินเข้าไปในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเนย อาหารเช้าเค้าง่ายมาก มีขนมปังแผ่น หัวกะโหลกและครัวซองต์ให้เลือกทานพร้อมแยมในกระปุกจิ๋วหรือเนยเค็มๆมันๆ พร้อมตู้กดโกโก้หรือกาแฟ แต่แค่นั้นก็ทำให้หัวใจเราละลายไปได้กับความเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอิ่มใจและอิ่มกาย
เจ็ดโมงเช้าน้องสาวผมยังคงไม่ตื่นนอนอยู่ดี ผมกับบีเลยตัดสินใจออกไปเดินเล่นยามเช้าซะหน่อย มาเมืองนอกทั้งทีเวลาแค่นาทีเดียวก็มีค่าแล้ว... อากาศยามเช้าหนาวเหน็บเหมือนเคย การเดินตะลอนทั่ว Oxford Street เมื่อคืนไม่ได้ช่วยให้ร่างกายเราปรับตัวได้เลย ท้องถนนยังว่างเปล่าไม่ค่อยมีผู้คนเท่าไหร่นัก มีเพียงหนุ่มสาวชาวไทยสองคนเดินฝ่าอากาศหนาว Window Shopping กันอย่างไร้จุดหมาย หลังจากเดินตัวแข็งทื่อทรมานตัวเองสักพักก็เริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มคิดถึงน้องฮีทเตอร์ในห้องแล้วแหละ
สิบเอ็ดโมงเช้า ผม บี และวาวายืนอยู่หน้า British Museum สถานที่ซึ่งบีทำรีเสิร์ชและกำหนดเป็น Touring Schedule มาแล้วเรียบร้อยซึ่งบีบอกว่าต้องไปดูโซนอียิปต์และกรีกให้ได้ มันดีตรงที่ว่าการเที่ยวในพิพิธภัณฑ์มันฟรีและเราสามารถบริจาคให้ก็ได้ตามกำลังศรัทธา ผมเลือกเอาเหรียญเล็กที่สุดที่กองรวมกันอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทแล้วโยนลงกล่องบริจาค ขึ้นชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองนอกย่อมมีอะไรกิ๊บเก๋มากกว่าที่เราเคยๆ เห็นกัน สำหรับที่นี่มีให้เช่าชุดเครื่องเล่นเทปและหูฟังซึ่งมันสามารถบรรยายสิ่งที่เรากำลังดูอยู่ได้ในภาษาที่เราเลือก แต่คนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างเรามาเที่ยวเมืองนอกด้วยเงินตัวเองและยังเหลือเวลาการเดินทางอีกหลายวันมันก็ต้องเจียมเนื้อเจียมตัวกันหน่อย...อ่านป้ายที่เค้าแปะเอาไว้ตามรูปปั้นแทนก็ได้วะ และอันที่จริงเวลาในพิพิธภัณฑ์ของเราหมดไปกับการวิ่งเล่นถ่ายรูปกับรูปปั้นสวยๆ มากกว่าโดยไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์ชาติของเค้ากันเลยทีเดียว
อาหารเที่ยงวันนี้เรามากินอาหารเกาหลีบน Oxford Street (อีกแล้ว) ตามที่วาวาแนะนำ วันนี้เรามีสมาชิกมาร่วมเดินทางอีกหนึ่งคนชื่อว่าบิว เพื่อนของบีที่ไปเรียนเกี่ยวกับแฟชั่นที่นั่น ได้โฮสท์นำเที่ยวคนแรกแล้วเฟร้ยยยย บิวเป็นคนช่างพูดและเป็นที่ปรึกษาเรื่องแฟชั่นที่ดีมากคนหนึ่ง บิวแนะนำให้ผมซื้อรองเท้าหนังและกางเกงว่ายน้ำแบบขาสั้นซึ่งสุดท้ายแล้วผมไม่ได้ซื้อเลยสักอย่างที่บิวแนะนำ และเนื่องด้วยบิวเป็นคนที่อยู่ในลอนดอนอย่างจริงจัง รู้แหล่งช้อปปิ้งที่คนนิยมไปกัน ช่วงบ่ายวันที่สองของเราก็เลยเป็นการช้อปปิ้งเหมือนเดิม สุขสมอารมณ์หมายของบีและวาวาทีเดียว
สี่โมงสี่สิบนาที สิ่งหนึ่งที่เป็นไฮไลท์ของการมาเที่ยวครั้งนี้คือนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เห็นหิมะตกแบบต่อหน้าต่อตา หิมะร่วงโรยจากท้องฟ้าเป็นสิ่งที่ตรึงใจผมอยู่หมัด บีเองก็เช่นกัน ภาพที่เห็นหลังจากนี้คือ Londoner หลายแหล่วิ่งหนีหิมะเข้าอาคารหรือที่ร่ม ไม่ก็กางร่มกันหิมะตกใส่หัวกัน แต่มีชายหญิงคู่หนึ่งวิ่งออกไปยืนกลางหิมะแอ็คท่าให้เพื่อนถ่ายรูปให้อย่างสนุกสนาน บีไม่วายลากบิวออกมาถ่ายรูปเล่นด้วยแต่พอถ่ายเสร็จบิวก็วิ่งหนีเข้าที่ร่มทันที เค้าอยู่มานานเค้าคงเห็นจนเบื่อแล้ว
หลังจากแยกทางกับบิวแล้ว บีเริ่มรู้สึกว่ารองเท้าบูทที่ซื้อมาจากห้างแพลทตินั่มบ้านเรามันเริ่มส่อแววเจ๊ง เนื่องจากพื้นฟุตบาทที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งที่เริ่มละลาย น้ำเย็นจัดๆ มันเลยซึมเข้าไปในรองเท้าบูท ซึ่งผมเข้าใจความรู้สึกที่เห็นบียืนน้ำตาซึมอยากเปลี่ยนรองเท้า เพราะน้ำมันเย็นจัดมาก มันเหมืือนการไปยืนบนลานไอซ์สเก็ตเท้าเปล่า อันนี้เรื่องจริง ภารกิจฟิชโช่ช่วงหัวค่ำวันนี้คือการตระเวนหารองเท้าบูทคู่ใหม่ให้กับบี
เวลาหนึ่งทุ่มตรง คืนนี้เรากะไปเที่ยวผับกัน คำว่าผับที่อังกฤษไม่เหมือนกับนิยามของผับแบบฉบับไทยที่เราเข้าใจกัน ผับที่นี่เป็นสถานที่ที่คนมาเพื่อพบปะสังสรรค์กัน จะเห็นว่าหลายๆ คนมาผับกันเป็นครอบครัวและหลายครั้งที่เด็กๆ ก็ตามพ่อแม่มาผับด้วยเหมือนกัน
ร้านที่วาวาแนะนำคือร้านชื่อ Addie เป็นสถานที่แรกที่เราได้ยินเสียงคนไทยจากเจ้าของร้านสั่งเด็กเสิร์ฟอย่างไม่ขาดสาย ภาษาไทยทำให้เรารู้สึกอุ่นใจว่าอย่างน้อยในมุมเล็กๆ มุมหนึ่งในโลกยังมีวิถีความเป็นไทยซ่อนตัวอยู่ และมุมที่ว่านี้ไม่ได้มีอยู่แค่ที่เดียว
สี่ทุ่ม หลังฝ่าลมหนาวกลับถึงห้องพักเราทุกคนโยนถุงพลาสติกทั้งหลายแหล่ลงบนเตียง ถุงที่เต็มไปด้วยข้าวของที่เราจับจ่ายในวันนี้ เสื้อผ้าและแอคเซสซอรี่ที่เราได้มาเพิ่ม เอาไว้ใส่ถ่ายรูปกันวันหลัง ของกินเล็กๆ น้อยๆ เช่นนม กล้วยและส้มหลังจากที่ผมติดใจกับรสชาดส้มที่ได้กินเมื่อคืน ผมยืนทนหนาวสั่นอยู่หน้าฝักบัวที่เปิดแบบร้อนสุดๆ เพื่ออบอุ่นร่างกาย และได้รับรู้ว่าระยะทางแค่ประตูกันฝักบัวไปยังราวแขวนเสื้อในห้องน้ำมันช่างทรมานจิตใจเหลือเกิน ระยะทางแค่สี่ก้าวซึ่งอาจทำให้ผมหนาวตายได้และที่ผมอบอุ่นร่างกายด้วยน้ำร้อนก่อนหน้านี้แทบไม่มีความหมายเลย
คืนที่สอง ผมโดนอีกหมัดฮุคใต้คางแบบจั๋งๆ และนั่นก็ทำให้ผมหลับไปอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เหมือนเดิม...
จบการเดินทางวันที่สองของผมครับ
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ ขอให้มีความสุขกันถ้วนหน้าครับผม
whiteteebluejeans
จำไม่ได้เหมือนกันว่าตอนที่ตัวผมเองเริ่มต้นชีวิตการทำงานตอนนั้นผมได้คิดหรือไม่ว่าชีวิตการทำงานของผม ณ ที่แห่งนี้จะจบลงเมื่อไหร่หรืออย่างไร... นับตั้งแต่วันนั้นถึงปัจจุบันก็เป็นเวลานานกว่า 7 ปีแล้วที่ผมทำงานอยู่กับที่แห่งนี้ ซึ่งว่ากันตามตรงว่าผมจำไม่ได้หมดหรอกว่าผมได้ผ่านช่วงเวลา 7 ปีนี้มาอย่างไรบ้าง เท่าที่จำได้ก็คือเข้ามาแรกๆ ก็ก้มหน้าก้มตาตรวจบัญชีหงกๆ ตามหัวหน้าไป เค้ามากี่โมงก็มาให้ทัน ทำงานเรื่อยๆ รอจนเค้าเรียกกลับบ้านก็กลับกัน ปีแรกๆ จะตรวจบัญชีอยู่ที่โรงงานอย่างเดียวเลย ทำตั้งแต่เก้าโมงเช้ายันห้าทุ่ม
แรกๆ ที่บ้านก็ถามบ่อยๆ ว่า "วันนี้จะกลับกี่โมง?" หรือ "จะให้รอทานข้าวด้วยกันไหม?" ซึ่งผมก็ตอบปฏิเสธทุกครั้งด้วยความที่ติดหน้าที่การงานอยู่ จนในที่สุดช่วงหลังที่บ้านก็เลิกถามแล้วเพราะเริ่มเข้าใจ Nature การทำงานของผม หลังจากนั้นการดำเนินชีวิตของผมก็เปลี่ยนไป จากสังคมครอบครัวก็เริ่มปรับเปลี่ยนเป็นสังคมการทำงาน จากหน้าพ่อแม่ น้องชายและน้องสาวที่เห็นทุกวันตอนเย็นและก่อนเข้านอนและทุกเช้าเมื่อตื่นนอนก็กลายเป็นเห็นหน้าเพื่อนร่วมงานมากกว่าพ่อแม่ ยิ่งเวลาผ่านไปหนึ่งปีหรือสองปีมันเหมือนยิ่งถลำลึก ภาพที่เห็นจนชินตานับวันยิ่งเลือนลง เลือนลงจนกลายเป็นความปกติของชีวิตไป... ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
หากจะถามว่าผมมีความสุขกับชีวิตการทำงานไหม ก็ขอตอบตามตรงเลยว่ามีความสุขดี... การทำงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีมันทำให้ผมได้พบเห็นกับหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างที่ไม่เคยคาดคิดเหมือนกันว่าถ้าผมทำงานเป็นคนดูแลกิจการที่บ้านจะมีสิทธิได้พบได้เห็นไหม...
"จะมีไหมโอกาสที่ผมจะได้ไปเดินอยู่ในโรงงานที่เต็มไปด้วยเหล็กขนาดยักษ์ที่อาจหล่นลงมาทับผมเมื่อไหร่ก็ได้?"
"จะมีไหมโอกาสที่ผมจะได้ไปยืนอยู่บนกองสารเคมีขาวๆ เหมือนแป้งที่สูงท่วมหัวจนเหมือนกับว่าเราเป็นมดตัวหนึ่งในกระสอบข้าวสาร?"
"จะมีไหมโอกาสที่ผมจะได้ไปนับสต็อกบนพื้นที่กันดารอย่างเชิงเขา ที่ซึ่งไม่คิดว่าจะมีโรงงานขนาดเล็กๆ ที่มีคนทำงานอยู่ไม่ถึงยี่สิบคนทำงานอยู่?"
"จะมีไหมโอกาสที่จะได้เป็นเดินทัวร์โรงงานผลิตยาสีฟันที่เต็มไปด้วยกลิ่นมินท์ชนิดที่เดินออกมาจากโรงงานแล้วตัวหอมไปทั้งวัน?"
ในขณะเดียวกัน "จะมีไหมโอกาสที่ผมจะได้ล่องใต้ไปนับยางพาราจนได้รับรู้ว่ายางมันมีกลิ่นเหม็นมากชนิดที่ต้องซักเสื้อที่ใส่ไปถึงสองครั้งกลิ่นที่ติดเสื้อถึงจะหายไป?"
หรือ "จะมีไหมโอกาสที่ได้เดินนับสต็อกใน Makro Office ชนิดวันชนวัน?" (ตรงนี้ผมกล้าโม้อย่างไม่มียางอายเลยว่ามันคือการเดินเล่นในร้านขายเครื่องเขียนที่ยาวนานที่สุดในชีวิตผม)
และที่ผมลืมไม่ได้คือผมคงไม่มีโอกาสได้พบกับคนที่ผมรักและคาดหวังจะร่วมชีวิตกับเค้าในสถานที่ทำงานแห่งนี้...
ที่ยกตัวอย่างนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตการทำงานของผมซึ่งมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีปะปนกันอยู่เต็มไปหมด ซ้อนทับกันอยู่จนไม่อาจแยกแยะได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่และอย่างไร ซึึ่งผมเองก็เชื่อว่าหลายๆ คนก็เป็นเหมือนกัน...
เพราะเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของคนหลายคนมันเยอะมากจนถึงจะอยากเล่าให้คนอื่นฟังอย่างไรก็ไม่สามารถเล่าได้หมด ทำได้แค่เพียงเก็บไว้เป็นเรื่องของเราที่คนอื่นใดในโลกก็ไม่สามารถร่วมแชร์กับเราได้ การนึกถึงเรื่องในอดีตบางเรื่องที่ดีอาจทำให้เรายิ้มได้ เพียงแต่เราไม่สามารถบอกให้คนอื่นร่วมรู้สึกยินดีพร้อมไปกับเราได้และนั่นคือสิ่งที่เรียกว่าความทรงจำ ซึ่งในครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมจะได้เซฟและอาร์ไคฟสิ่งที่่เรียกว่าความทรงจำของผมเข้าไปยังไดรฟ์ดีซึ่งแฝงลึกอยู่ในรอยหยักสมองโดยผมตั้งชื่อโฟลเดอร์ว่า "ความทรงจำแห่งชีวิตการทำงาน (Part 1)"...
ผมเองยังรู้สึกดีกับหน้าที่การงานในปัจจุบันอยู่ แต่ชีวิตคนเราในบางครั้งมันก็ไม่ได้ง่ายดายเหมือนอย่างที่ทุกคนวางแผนไว้ และบางครั้งมันก็ออกมาในรูปแบบที่เราเองก็คาดไม่ถึงชนิดที่ว่าวันดีคืนดีตื่นมาตอนเช้าก็พบว่าตัวเองกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่งหรือตื่นมาแล้วพบว่าเรื่องมากมายล้านแปดที่ผ่านชีวิตเรามามันเป็นแค่เพียงฝันข้ามคืน ซึ่งผมก็ขอสรุปว่าเคสของผมมันก็ออกมาคล้ายๆ กัน คือทำงานอยู่ดีๆ แล้ววันนึงก็ฉีกตัวเองออกมาจากเส้นทางที่เราเดินอยู่ซะอย่างงั้น จะให้เดินต่อไปก็เดินได้ แต่ไม่รู้ทำไมขามันปฏิเสธที่จะก้าวต่อ แต่กลับเบี่ยงไปเดินเลนคู่ขนานแทน ตรงจุดนี้หลายๆ คนบอกว่ามันคือความเบื่อซึ่ง ณ ตอนนี้ผมยังไม่ได้ตอบตัวเองว่ามันใช่หรือไม่ แต่ที่รู้คือตอนนี้ขาผมก้าวข้ามเลนออกมาแล้วและกำลังเตรียมที่จะวิ่งไปในเลนคู่ขนานโดยที่ยังไม่รู้ว่าปลายทางของเส้นคู่ขนานนั้นคืออะไร
สิ่งที่ผมกำลังจะพบในอนาคต คืออนาคตที่ผมไม่ได้จินตนาการไว้ มันเหมือนการกระชากตัวเองออกจาก Comfort zone แบบหักดิบซึ่งมันอาจจะเป็นความคิดที่ดีหรือแย่ก็เป็นได้ และผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าครอบครัวผมรู้สึกอย่างไรกับการที่ผมลาออกเช่นนี้เพราะความห่างเหินจนรู้สึกเหมือนไม่ได้คุยกับครอบครัวแบบเปิดใจเหมือนเมื่อก่อน
สิ่งที่ผมคิดว่าจะทำหลังจากการลาออกของผมก็คือการนำชีวิตแบบเดิมๆ ที่ผมคิดถึงนักหนากลับคืนมา ผมห่างหายจากมันไปเจ็ดปีแล้วและอยากได้มันกลับมาเร็วๆ ผมอยากกลับไปนั่งอยู่บ้านกับแม่และครอบครัวเหมือนวันเวลาเก่าๆ สมัยที่ผมยังเรียนอยู่ ถึงแม้ว่าอาจต้องใช้เวลาปรับตัวสักพักก็ตาม
ผมไม่ได้คาดหวังกะเกณฑ์ว่าอนาคตต้องเป็นเศรษฐีสิบล้าน (หลักสิบล้านพอ ร้อยล้านเว่อร์ไป) ต้องมีรถสองคัน ต้องมีบ้านสองหลังถึงจะถือว่าประสบความสำเร็จ ตอนนี้ผมยังไม่อยากตั้งกรอบให้ตัวเองเพราะมันเพิ่งฉีกออกจากกรอบมาหมาดๆ ผมขอสะสางตัวเองให้เรียบร้อยก่อน กลับไปมีเวลาว่างๆ ได้ทำสิ่งต่างๆ ที่ตัวเองอยากทำนักหนาแต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากถูกเวลางานมาเบียดเบียน ผมอยากนั่งวาดรูป ผมอยากเพ้นท์ตุ๊กตาเพื่อเอาไปขายทางอีเบย์ ผมอยากช่วยที่บ้านทำงานบ้าน ขับรถเข้าเยาวราชไปทำธุระให้ที่บ้าน ผมอยากนั่งอยู่หน้าร้านพร้อมพ่อและแม่ ตั้งแต่ผมทำงานและแยกออกมาอยู่คนเดียวนั้นไม่มีสักครั้งเลยที่พ่อแม่พี่น้องมานั่งเล่นในห้องรับแขกบ้านผม ผมอยากคุยกับพ่อแม่ว่าช่วงที่ผ่านมาผมไปทำอะไรมาบ้าง ผมอยากทำอาหารให้แม่กินตอนเที่ยงเหมือนเมื่อก่อน มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมอยากทำและผมรู้ดีว่าบางอย่างมันดูงี่เง่าจนไม่สามารถบอกให้คนอื่นฟังได้ แต่นั่นก็คือสิ่งที่ผมจะทำทั้งหมดเพื่อเอาสิ่งที่ขาดหายไปกลับคืนมาอยู่กับตัวซักพักหลังจากนั้นค่อยคิดใหม่ว่าอะไรคือกรอบในอนาคตของผม...
อย่างที่ผมพูดไว้กลางๆ บทความนี้ ความทรงจำเป็นสิ่งที่แชร์ไม่ได้และความรู้สึกก็เช่นกัน ผมคงทำให้ท่านผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมแบบเดียวกับผมไม่ได้เพราะผมไม่ใช่นักเขียนที่ดีพอ ผมเพียงแค่หวังว่าการที่คนเราได้เขียน blog และได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเองออกมาให้ผู้อื่นได้รับฟังเป็นเรื่องที่ดีและช่วยให้เราสบายใจขึ้นได้ ดังนั้นผมขอบคุณผู้อ่านทุกท่านมากหากท่านยอมทนอ่านมาจนจบ entry นี้นะครับ ^^
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกันถ้วนหน้าครับ
whiteteebluejeans
เป็นเวลาหนึ่งทุ่มตรงที่เราทั้งหมดแบกถุงพะรุงพะรังออกจากสถานี Bayswater เพื่ิอหาอาหารเย็นทานก่อนเข้าโรงแรม อย่างที่ผมบอกว่าผมและแฟนชอบที่พักของเรามาก หนึ่งคือสามารถเดินจากสถานีรถไฟได้ สองคือสองข้างทางระหว่างสถานีรถไฟและโรงแรมเต็มไปด้วยร้านอาหารหลากหลายเชื้อชาติให้เราสามารถแวะได้ก่อนกลับ รวมถึงร้านโฟร์ซีซั่น ร้านอาหารที่ขึ้นชื่อลือชาเหลือเกินเรื่องเป็ดปักกิ่ง
จบแล้วสำหรับวันแรกของการเดินทางนะครับ ถ้ามีโอกาสผมจะพยายามย่อรูปมาแปะใน entry นี้ให้มันดูมีสีสันเพิ่มขึ้นซะหน่อยเพราะตอนนี้มันดูมีแต่ตัวหนังสือชอบกล... ขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ เจอกันใหม่ entry หน้าครับ 