นิราศอังกฤษ (ตอนที่ 5)

posted on 14 Oct 2010 22:21 by anusornj
23 ธันวาคม พ.ศ. 2552:
แผนการวันนี้คือไปดูการผลัดเปลี่ยนเวรทหารที่พระราชวัง Buckingham ซึ่งหลายๆ คนมักบอกว่าควรจะมาดูหากมีโอกาส เนื่องจากทริปครั้งนี้ของพวกผมเป็นทริปแบบไม่ง้อทัวร์ ดังนั้นเราสามารถจัดสรรปันส่วนเวลาของเราได้เต็มที่ แถมมีกันแค่สามคน จะไปไหนมาไหนก็สะดวกกว่ากันเยอะ
เก้าโมงเช้า เราสามคนเลือกทานอาหารเช้าในร้านสตาร์บัคหน้าสถานีรถไฟใต้ดิน ทริปนี้บีและผมเสียเงินไปในร้านสตาร์บัคเยอะมากกว่าที่คิดไว้ ทั้งที่ตอนแรกเรากะซื้อแซนวิชง่ายๆ กินกันเพื่อประหยัด แต่อดรนทนไม่ไหวจริงๆ บีกับผมเลยตกลงกันว่าไหนๆ มาเที่ยวแล้ว ขอตามใจตัวเองหน่อยก็แล้วกัน Cry
รถไฟใต้ดินพาเราสามคนมาถึงสถานี่ St. Jame's Park ในเวลาเก้าโมงกว่าๆ แต่กว่าโชว์จะเริ่มก็สิบเอ็ดโมงโน่นแน่ะ ผมเลยชวนเดินเล่นถ่ายรูปกันในสวนสาธารณะก่อน
ทันทีที่ย่างก้าวเข้าสวนสาธารณะ บีและผมถึงกับยืนอึ้งในความสวยงามของสวนสาธารณะในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน... สวนที่ควรมีหญ้าสีเขียวกลับถูกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีขาวอ่อนๆ ตัดด้วยทางเดินสีเทายาวตลอดรอบสวนสาธารณะ ต้นไม้ที่ไร้ใบที่ยืนโชว์ฟอร์มกิ่งก้านอย่างสวยงาม ลำธารที่ผ่าตัดกลางสวนที่ตอนนี้กลายเป็นน้ำแข็งไปแล้วทำให้ผมนึกถึงภาพในการ์ตูนที่เด็กๆ ใส่รองเท้าสเก็ตลงไปเล่นสเก็ตน้ำแข็งในบ่อน้ำ นกเป็ดน้ำและห่านเดินไปมาบนธารน้ำแข็ง มีบางตัวพยายามตีปีกกระพือยกใหญ่เพราะขาติดอยู่ในน้ำแข็งได้ไงก็ไม่รู้
ระหว่างที่พวกผมกำลังผลัดกันถ่ายรูป (ก็นะมากันแค่สามคน ขาตั้งกล้องก็ไม่มี) ก็มีชายวัยกลางคนเดินผ่านมาอาสาจะถ่ายรูปให้ แหม่...คนเมืองนอกช่างจิตใจดีเสียจริง พวกเราก็เลยได้มีภาพหมู่สามคนกันในสวนหิมะแห่งนี้ แต่ไม่ทันไรที่พี่เค้าถ่ายรูปให้เสร็จเค้าก็เปิดตัวแรงทันที บอกว่าเค้าเป็นพวกโฮมเลสขอเงินสักปอนด์ให้เค้ากับเพื่อนได้ดื่มกาแฟหน่อยได้ไหม เอาก็เอาวะ อย่างน้อยเอ็งก็ไม่ได้ถือกล้องกรูวิ่งหนีไปนิ สรุปจ่ายค่าถ่ายรูปไปหนึ่งปอนด์
สิบโมงสิบห้านาทีเราสามคนยืนอยู่ริมรั้วพระราชวังที่เต็มไปด้วยผู้คนต่างชาติ ส่วนใหญ่จะเป็นคนจากประเทศอื่นๆ ในแถบยุโรปนั่นแหละ มีเอเซียผมดำแค่กลุ่มของผมและกลุ่มเด็กวัยรุ่นชาวจีนกลุ่มหนึ่งที่เหมือนจะเป็นนักศึกษาชวนกันมาเที่ยว พ่อหลายคนให้ลูกตัวเองขี่คอเพื่อที่จะได้ดูได้ถนัด
ถึงแม้จะบอกว่าเป็นการโชว์ก็เถอะ แต่เค้าก็ไม่ได้มีการจัดที่นั่งอะไรให้เราดูหรอกหรือพูดง่ายๆ ก็คือไปยืนเกาะริมรั้วแล้วมองลอดผ่านซี่ลูกกรงไปนั่นแหละ ตอนที่พวกผมมาถึง มีคนยืนติดริมรั้วกันไปหมดแล้วพวกผมจึงต้องยืนอยู่แถวสองมองผ่านคอคนข้างหน้าอีกที
การเปลี่ยนเวรจะเริ่มในอีกกว่าครึ่งชั่วโมงข้างหน้านี้แล้วแต่ฝนเม็ดเล็กๆ ก็โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย บีและผมยังมีความอดทนในการรอดูการโชว์ครั้งนี้เพราะมันไม่ได้หาดูกันง่ายๆ แต่สำหรับวาวาแล้วเฉยๆ อาจเป็นเพราะวาวามาอยู่ที่นี่นานพอสมควรแล้ว อย่างน้อยคงเคยเห็นสักครั้งสองครั้งในทีวีไปแล้วก็ได้ พวกเรายืนรอจนได้ดูการเปลี่ยนผลัดและจึงได้รู้ว่าบ้านเมืองเค้าก็ธรรมเนียมเยอะพอๆ กับบ้านเราเนี่ยแหละ กว่าจะเปลี่ยนผลัดกันได้กินเวลาชั่วโมงนึงแหนะ และในที่สุดฝนที่เริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บีบอกกับผมว่าเปลี่ยนที่เถอะ... ได้เวลาย้ายที่ไปกินข้าวเที่ยงแล้ว อิอิอิ
อาหารเที่ยงและรายการเดินเที่ยววันนี้อยู่ที่ย่าน Knightbridge ที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าชื่อด้งของโลกอย่าง Harrods ส่วนร้านอาหารที่วาวาแนะนำชื่อร้าน Wasabi ขายอาหารญี่ปุ่นแบบทานง่ายๆ อย่างข้าวราดแกงกะหรี่หน้าต่างๆ ยากิโทริ ราเม็ง หรือไม่ก็ซูชิ เวลาเลือกก็เดินไปสั่งที่ตู้อาหารให้เค้าตักใส่ถ้วยให้จากนั้นก็จ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ก่อนรับถ้วยแกงกะหรี่ไป ถ้วยที่ว่าคือเค้าใส่เป็นถ้วยจริงๆ นะครับคือเอาข้าวตักใส่ก้นถ้วยก่อนแล้วราดแกงลงไป ถ้าสั่งยากิโทริเพิ่มก็เอาไม้ไก่ย่างนั่นแหละปักลงไปในถ้วยด้วยแล้วใช้ส้อมตักกินเหมือนกันคัพนู้ดเดิ้ลประมาณนั้นเลย
อากาศข้างนอกร้านหนาวเหน็บและเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินไปมา หายใจออกมาเป็นควัน พวกผมนั่งกินข้าวราดแกงกะหรี่อย่างเอร็ดอร่อย ของเค้าดีจริงครับใครผ่านไปผ่านมาแถวห้าง Harrods ให้มองมาที่ถนนฝั่งตรงข้ามห้าง ร้านชื่อ Wasabi ป้ายร้านสีเขียวๆ หน่อย รับรอง แซ่บครับ
ผมไม่ค่อยได้อะไรจาก Harrods เท่าไหร่นอกจากพวกกุญแจสองสามอันไว้ฝากน้องๆ ที่ออฟฟิศ ส่วนบีวิ่งไล่ดูกระเป๋า Harrods เพื่อไปฝากน้องและญาติๆ วาวายืนเฉยเนื่องจากคงมาเดินเล่นจนเบื่อไปแล้ว
ชีพจรยังคงลงเท้าพวกผมอยู่ช่วงบ่ายแก่ๆ เกือบเย็น เราย้ายมาเดินเล่นที่ย่าน Covent Garden สถานที่ที่เต็มไปด้วย gift shop เล็กๆ ขายของกุ๊กกิ๊กน่ารักเรืยงรายในพื้นที่เล็กๆ แต่มาถึงที่นี่ก็หมดแรงช๊อปแล้ว กลายเป็นไปนั่งเล่นกินเครปช็อคโกแลตกันอย่างสบายอกสบายใจแทน... ช๊อบชอบ
ช่วงหัวค่ำเรากลับไปที่ย่านโรงแรมอีกครั้งกะว่าจะไปต่อคิวร้าน Four Season ร้านที่หลายคนย้ำนักหนาว่าควรจะลองไปทานให้ได้ แต่ที่ไหนได้ร้านกลับปิดยาวเพื่อฉลองช่วงคริสต์มาสซะงั้น อดเลย ด้วยความที่อยากทานอาหารจีนอย่างมากเลยตัดสินใจกินที่ร้าน Goldmine ร้านเดิมนั่นแหละแต่ลองเปลี่ยนเมนูเป็นอาหารจานเดียวแทน ถึงกระนั้นอาหารจานเดียวอย่างข้าวหน้าเป็ด หรือบะหมี่น้ำก็ชามใหญ่เกินกว่าที่บีและผมจะกินหมดอยู่ดี ส่วนวาวา ฟาดเรียบ...
 
ตอนนี้เนื้อเรื่องน้อยไปหน่อยเพราะว่าในวันจริงมันก็มีแต่ช๊อปกะช๊อปที่หลายท่านคงไม่สนใจเท่าไหร่และผมก็คงไม่สามารถเขียนเนื้อเรื่องให้น่าสนใจไปกว่า Shopaholic Girl ได้ เลยขอหยุดตอนนี้ไว้แค่นี้ ไว้ตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังว่าที่ลอนดอนผู้คนเค้าใช้ชีวิตอย่างไรกันในช่วงคริสต์มาสอีฟ (คืนก่อนวันคริสต์มาส) และสถานที่อื่นๆ ที่ผมได้ไปเที่ยวเช่น Cambridge และ Oxford นะครับ Cool
 
whiteteebluejeans

นิราศอังกฤษ (ตอนที่ 4)

posted on 10 Oct 2010 15:06 by anusornj
ผมจำได้เมื่อสมัยผมยังเด็กผู้ใหญ่มักจะบอกว่าเวลาในแต่ละวันมันผ่านไปเร็วเหลือเกินซึ่งแย้งกับความคิดของผมในตอนนั้นสุดๆ ไม่ทราบทุกคนเป็นเหมือนกันไหมครับ เวลาในแต่ละวันช่วงวัยเยาว์มันช่างผ่านไปช้าเหลือเกิน เนื่องจากกิจกรรมของเราในวัยเด็กมันก็ไม่มีอะไรมากมาย กิน เล่น ดูทีวี ต่างกับทุกวันนี้ที่นอกจากจะมีกิจกรรมเยอะแล้ว เรื่องราวต่างๆ ที่ชวนให้ขบคิดอยู่ในหัวมันก็ยิ่งทำให้เวลาในแต่ละวันของผู้ใหญ่มันผ่านไปเร็วยิ่งนัก...
เกริ่นมาซะขนาดนี้ที่จริงก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่จะอ้างเฉยๆ ว่าอีกไม่นานมันก็จะครบรอบหนึ่งปีที่ผมไปเที่ยวมาแล้วอ่ะดิ ยังเขียนนิราศอังกฤษได้แค่สองวันเองง่ะ (-__- ' ) เวลาๆๆๆๆ หายไปไหนหมดเนี่ย (TAT  )
นอกจากเขียนเรื่องเที่ยวอังกฤษยังไม่จบแล้ว ผมเพิ่งไปเที่ยวฮ่องกงมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อต้นเดือนตุลาคมปี 53 นี้เอง แล้วอย่างนี้มันจะเขียนทันหรือเนี่ย โอ้... คิดไปก็ยิ่งเสียเวลา
 
22 ธันวาคม พ.ศ. 2552:
7 โมงเช้า ผมยังงงๆ อยู่ว่าเมื่อคืนหลับไปได้อย่างไรและตอนไหน ผมตื่นขึ้นมานั่งสะลึมสะลือในช่วงเช้าตรู่เหมือนเคย ในขณะที่น้องสาวผมนอนกรนดังสนั่นชนิดไม่อายฝรั่งข้างห้อง และดูเหมือนว่าบีในตอนนี้จะสามารถปรับตัวเข้ากับเวลาในอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยม
ผมจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะอยากให้ร่างกายตื่นตัวเต็มที่และพร้อมสำหรับโปรแกรมในวันนี้ (อย่าถามถึงการอาบน้ำในตอนเช้า น้องสาวผมบอกว่าคนที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอาบน้ำตอนเช้ากัน ซึ่งผมก็เชื่อและยินยอมปฏิบัติตามธรรมเนียมของบ้านเมืองเค้าแต่โดยดี)
โปรแกรมวันนี้คือการไปเยี่ยมชมหน้าต่างร้านเสื้อผ้าของเหล่าบรรดาดีไซเนอร์ทั้งหลายที่ Bicester (อ่านว่าบริสเตอร์) แหล่งรวมสินค้าแบรนด์ดังลดราคาตามที่บีและผมหมายมั่นปั้นมือมาก ตั้งใจแค่ไหน ก็แค่จองตั๋วรถไฟขาไปกลับล่วงหน้าตั้งแต่ยังอยู่เมืองไทยกันเลยทีเดียว ตอนจองก็นั่งเครียดกันว่าเราเผื่อเวลาน้อยไปไหม ต้องนั่งรถโดยสารนานแค่ไหนถึงจะถึง Bicester Station เรียกว่าจองเวลากันให้เป๊ะๆ ทีเดียว สุดท้ายเวลาที่เรากะไว้คือไปตอนเช้าเก้าโมงและขากลับคือห้าโมงเย็น คือกะ shop until drop เลยว่างั้นเถอะ
อาหารเช้าวันนี้เอาเป็นขนมปังง่ายๆ แถวหน้าสถานีรถไฟเพราะลำพังแค่จะไปให้ทันรถไฟก็ฉิวเฉียดสุดๆ แล้ว
9 โมงเช้า นั่งรถไฟไปยัง Bicester Station ที่อังกฤษนี่ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนส่วนใหญ่ก็เป็นทางรถไฟหมด รถไฟใต้ดิน รถไฟวิ่งระหว่างเมือง คนบ้านเมืองเค้าคงมีความผูกพันกับรถไฟกันค่อนข้างมาก มันเป็นเสมือนวัฒนธรรมในการเดินทางอย่างหนึ่งของคนอังกฤษไปแล้ว อย่างพาหนะเด่นที่นำพาแฮรี่ไปยังโรงเรียนฮอกวอตส์ก็เป็นรถไฟ และสถานที่ที่เจ.เค.โรลลิ่งคิดพล็อตเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ก็คือบนรถไฟนี่แหละ
น้องสาวผมบอกว่าถ้าเป็นรถไฟช่วงดึกๆ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีพวกลักลอบโดยสารฟรี คือตอนเดินเข้าที่ประตูผ่านก็จะใช้วิธีเดินเบียดๆ ตามก้นคนที่เค้าจ่ายตังเข้าไป (ใครเคยดูหนังเรื่องหนีตามกาลิเลโอคงพอจะจำฉากที่น้องเต้ยวิ่งตามผู้หญิงฝรั่งคนนึงเข้าไปได้) พอไปอยู่บนรถไฟก็ต้องลุ้นว่าเที่ยวนี้จะฟลุ๊คเจอพนักงานเดินตรวจตั๋วหรือไม่ ถ้าไม่เจอก็โชคดีไป แต่ถ้าเจอน้องสาวผมบอกว่าก็จะหนีเข้าไปหลบในห้องน้ำบนรถ แต่ถ้าใครถูกจับได้ก็มีหวังได้เสียค่าปรับกันบานทีเดียวแถมไม่รู้จะโดนโทษอะไรเพิ่มอีกหรือเปล่า
รถไฟนำเรามาถึง Bicester Station และเราก็นั่งรถบัสเล็กต่อเพื่อมุ่งหน้าไปยังเอ้าท์เล็ต วิวสองข้างทางคือหมู่บ้านเล็กๆ รายรอบไปด้วยบ้านทรงอังกฤษขนาดจิ๋วก่อด้วยอิฐสีแดงและสีเทา คนแก่ที่ไปไหนมาไหนด้วยการนั่งรถสี่ล้อขนาดพอดีตัวแทนการใช้ไม้เท้าค้ำตัว ร้านค้าใน Bicester outlet เองก็จัดรูปแบบเป็นบ้านหลังเล็กๆ เรียงรายกันให้ความรู้สึกเหมือนว่าเรากำลังเดินอยู่หมู่บ้าน เพียงแต่ป้ายเลขที่บ้านกลายเป็นป้ายชื่อแบรนด์แทน หลายๆ ร้านดูกุ๊กกิ๊กน่ารักและชวนให้พาเท้าตัวเองเดินเข้าเหลือเกิน ผมไม่ได้ทำการบ้านมาว่าที่นี่มีอะไรบ้างที่น่าดู เลยเป็นการเดินตามบีและน้องสาวที่วิ่งเข้าร้านนั้นร้านนี้อย่างสนุกสนานแทน
เที่ยงตรง... เหนื่อยมาก เหนื่อยกับการเดินดูสินค้าแต่ไม่ได้ซื้ออะไรติดมือเลย ของแบรนด์เนมนี่ก็แปลก เวลามันขายเต็มราคามันช่างดูดีและเย้ายวนให้ซื้อเหลือเกิน แต่พอมาขายลดราคากลับรู้สึกไม่น่าดึงดูดให้ซื้อเท่าไหร่ หรือจริงๆ แล้วมันเป็นที่นิสัยของคนเรามากกว่า? เราสามคนนั่งพักทานข้าวกันในร้าน Prep ในเอ้าท์เล็ตเนี่ยแหละ อาหารในร้านส่วนใหญ่ก็เป็นแซนวิชและ Wrap ไส้ต่างๆ แช่อยู่ในตู้มากมายในร้าน ผมเลือกทาน Wrap ไส้กรอก ง่ายๆ แต่อร่อยได้ใจแถมที่ร้านยังแจกส้มฟรีด้วย ผมรู้สึกว่ามาอยู่ต่างประเทศแล้วผมมีโอกาสได้ทานผลไม้มากกว่าบ้านเราทั้งที่ราคาผลไม้บ้านเราถูกกว่าที่อังกฤษมาก คนที่นี่แม้ราคาผลไม้บ้านเค้าจะแพงแต่รักการทานผลไม้เป็นชีวิตจิตใจ
พวกเราสามคนนั่งทบทวนว่าทุกอย่างในวันนี้ไม่ได้เป็นไปตามที่หวังมากนัก ตอนแรกที่กะช๊อปกระจายแต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ของเท่าที่ควรและร้านที่เหลืออยู่ที่น่าสนใจก็มีไม่มาก ตอนนี้เพิ่งจะเที่ยงกว่าๆ แต่ตั๋วรถไฟที่จองไว้ล่วงหน้านี่ดิ กว่าจะได้กลับก็ห้าโมงแหนะถ้าต้องรอถึงตอนนั้นมีหวังเหี่ยวตายพอดี บีเลยบอกว่าตัดสินใจถ้าไม่งั้นก็ตัดใจทิ้งตั๋วที่เราจองไว้ล่วงหน้าแล้วซื้อตั๋วขากลับเพิ่มกันเองก็แล้วกัน...
บ่ายสองกว่าๆ พวกเราเสร็จสิ้นภารกิจการช๊อป ผมได้เสื้อยืดมาหนึ่งตัวกับของฝากพ่อและน้องชาย สาวๆ ไม่ค่อยได้อะไรมากนักจากที่นี่ แต่ไอ้ครั้นจะเดินต่อมันก็ไม่อยากเดินแล้ว เราสามนั่งบัสกลับไปยัง Bicester Station และถามพนักงานขายว่าตั๋วรถไฟขากลับเป็นเท่าไหร่ ผลคือคิดออกมาแล้วแพงโคดๆ เพราะเหมือนมันต้องคิดราคาแบบขาไปกลับบ้าอะไรของมันก็ไม่รู้ เราสามคนเลยถอยกลับมาคุยกันใหม่่ว่าถ้าให้ซื้อตั๋วใหม่นี่ไม่คุ้มแน่นอน แต่จะให้วนกลับไปเดินต่อในเอ้าท์เล็ตใหม่ก็ไม่เอาแล้ว ก็มันไม่มีอะไรเหลือให้เดินแล้วนี่หว่า
ระหว่างที่คิดหาทางออกกัน บีก็พูดขึ้นมาว่า "เค้าจะตรวจละเอียดถึงขั้นว่าเราจองกลับเวลาไหนเลยเหรอ" น้องสาวผมเสริมทันควัน "เออหว่ะ วาวาก็ไม่เห็นมันจะตรวจอะไรเลยตอนขามา" ซึ่งนั่นก็จริงเพราะขามาเช้านี้ผมยื่นเอกสารซึ่งเป็นแค่กระดาษปริ๊นท์ออกมาจากอีเมล์ซึ่งระบุว่าเราจองตั๋วออนไลน์ไว้ที่เวลาไหนกลับเวลาไหนแค่นั้นเอง ซึ่งเจ้าหน้าที่แทบจะไม่แตะกระดาษที่ผมยื่นให้ด้วยซ้ำแต่กลับเปิดประตูให้พวกผมผ่านไปเลย ดังนั้นทางออกที่เราเลือกคือ ไม่สนใจแม่งแระขึ้นรถไฟไปก่อน แล้วไปลุ้นตายเอาดาบหน้า
บ่ายสามโมงสี่สิบพวกเรามาถึงที่สถานีรถไฟในลอนดอน เร็วกว่าเวลาที่กำหนดไว้ในตั๋วหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที นักท่องเที่ยวไทยสองและนักเรียนนอกหนึ่งคนเดินมุ่งหน้าไปยังประตูทางออก เห็นเจ้าหน้าที่ที่คอยตรวจบัตรอยู่ไกลๆ ผมไม่ค่อยชอบการลุ้นแบบนี้เท่าไหร่นัก จะให้ผมยอมรับว่าผมเป็นพวกปอดแหกผมก็ว่าผมไม่ใช่นะ แต่ไอ้ความรู้สึกที่ว่ามันมีอะไรไม่แน่นอนและต้องเสี่ยงกับอะไรสักอย่างมันไม่ใช่ความรู้สึกที่น่าพิศมัยซักเท่าไหร่ น้องสาวผมยื่นแผ่นกระดาษให้เจ้าหน้าที่ เราสามคนยืนหัวใจเต้นตุ๊มต่อมภาวนาให้เจ้าหน้าที่รายนี้ไม่ตรวจข้อมูลในกระดาษแล้วรีบปล่อยเราไปเร็วๆ
"เฮ้ คุณขึ้นรถไฟผิดนะ" เราสามคนหัวใจตกถึงตาตุ่ม เจ้าหน้าที่รายนี้ดันตรวจแล้วเจอว่าเราตั้งใจขึ้นรถผิดรอบมา
"คุณรู้ไหมว่าตั๋วที่คุณจองทางเน็ทมันราคาต่ำกว่าตั๋วช่วงบ่ายสาม แล้วนี่คุณก็นั่งมาแล้วด้วย" ประโยคที่เจ้าหน้าที่พูดยิ่งตอกย้ำหัวใจที่เต้นระรัวของผม
เจ้าหน้าที่นายนั้นพาเราเดินต่อไปอีกนิดที่แถวประตูทางออก ที่ซึ่งหัวหน้าของเค้ายืนอยู่ จริงๆ เค้าจะทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วปล่อยเราไปก็ได้แต่หมอนี่เลือกที่จะปฏิบัติตามหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ หัวหน้าเป็นชายผิวสียืนหน้าตาครำ่เครียดคุยอยู่กับคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเหมือนจะเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกัน ทันทีที่เจ้าหน้าที่ยื่นกระดาษให้หัวหน้าเค้าแล้วซุบซิบกันพักนึง หัวหน้าเหล่ตาขึ้นมามองหน้าเราสามคน แล้วกลับไปคุยกับกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มเดิม เหมือนเค้าต้องเคลียร์ทางนั้นให้เสร็จก่อน... ผมไม่รู้ว่าการแอบขึ้นรถไฟก่อนกำหนดของผมมันจะร้ายแรงซักแค่ไหนกันเชียว แต่เจ้าหน้าที่คนนั้นเดินมาบอกผมว่ามันช่วยไม่ได้ที่เค้าต้องทำหน้าที่ของเค้าและมันอยู่นอกเหนือการตัดสินใจของเค้า... เออ ขอบคุณ ไม่ต้องมาตอกย้ำ
ระหว่างที่เราสามคนยืนกระสับกระส่าย สิ้นหวัง และเครียดว่าพวกกรูจะโดนอะไรกันบ้าง น้องสาวผมยืนด่าไอ้เจ้าหน้าที่ด่านที่เค้าเลือกทำตามหน้าที่ บีก็ตีสีหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่แล้ว ผมเองก็ได้แต่ยืนมองไปรอบๆ ว่ามีใครที่เป็นเหมือนเราบ้าง และฉับพลันก็มีผู้ชายผิวสีนายหนึ่ง แต่งตัวเหมือนพวกฮิปฮอปเดินผ่านมีทำหน้าเหมือนสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกผมและตะโกนคุยกับเจ้าหน้าที่รายเดิมทำนองว่าบ่นว่าทำไมต้องกักพวกผมไว้ด้วยและพยายามเดินมุ่งหน้ามาที่ผม เจ้าหน้าที่คนนั้นเดินเข้ามากั้นระหว่างชายคนนั้นกับผมแล้วบอกว่าไม่มีอะไรให้รีบผ่านไปซะ แล้วบุ้ยหน้าไปที่ประตูทางออกเป็นนัยว่าไล่ให้ออกไปไกลๆ ผู้ชายคนนั้นยังคงบ่นพึมพาจ้องหน้าผมและเจ้าหน้าที่ในขณะที่เดินไปที่ทางออกและสอดตั๋วรถไฟผ่านเครื่องที่ประตูกั้น
เครื่องคายตั๋วออกโดยที่ไม่ยอมให้ผู้ชายคนนั้นผ่านไป เค้าพยายามสอดตั๋วใหม่ซึ่งเครื่องก็ไม่ยอมให้เค้าผ่านเหมือนเดิม นายคนนั้นบอกว่าเครื่องสแกนเสียและเรียกให้เจ้าหน้าที่มาช่วยเปิดให้ประตูให้หน่อยแต่กลับเป็นหัวหน้าที่เพิ่งคุยกับนักท่องเที่ยวเสร็จที่เดินไปแก้ปัญหาแทน ทันทีที่หัวหน้าหยิบตั๋วของนายคนนั้นขึ้นมาดูก็เจอว่าตั๋วของเค้าหมดอายุไปนานแล้ว สรุปก็คือนายคนนั้นแอบขึ้นรถไฟแล้วกะอาศัยช่วงชุลมุนในลักลอบเดินผ่านประตูทางออกซึ่งในทีแรกเค้าก็ใช้พวกผมในการเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้าหน้าที่
หัวหน้าในตอนนี้สีหน้าเอาจริงเอาจังมาก การขึ้นรถไฟโดยที่ไม่มีตั๋วเลยนั้นร้ายแรงกว่ากรณีของพวกผมมากนัก และเมื่อหัวหน้าวอเรียกตำรวจให้มาที่ประตูก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูตึงเครียดมากขึ้น นายคนนั้นพยายามที่จะคุยกับหัวหน้าโดยการตบไปที่ไหล่แต่หัวหน้าไม่สนใจและวอเรียกตำรวจต่อ เมื่อเห็นท่าไม่ดีนายคนนั้นเลยกระโดดข้ามประตูกั้นออกไปซึ่งนั่นก็ทำให้เหตุการณ์ดูชุลมุนวุ่นวายมากขึ้น หัวหน้าและเจ้าหน้าที่วิ่งตามนายคนนั้นออกไป ขณะที่นายคนนั้นตะโกนเสียงดังแล้วพยายามวิ่งหนี ตำรวจวิ่งกรูตามกันมาสองสามคน
ในขณะที่ผมยืนงง และคนอื่นๆ ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่คนใหม่พยายามคลี่คลายสถานการณ์ชุลมุนหน้าประตูทางออกโดยการเปิดประตูทางออกสำหรับรถเข็นเพื่อให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ เดินออกไปโดยเร็ว ทันใดนั้นสมองผมก็สั่งการให้รู้ว่าโอกาสมาถึงแล้ว ผมบอกบีให้รีบตามเดินออกไป น้องสาวผมรู้ตัวโดยที่ไม่ต้องมีการบอกกล่าวแถมระหว่างที่เดินผ่านโต๊ะหัวหน้ายังอุตส่าห์ยื่นมือไปหยิบเอกสารของพวกเราที่วางทิ้งไว้อยู่อีก (ในนั้นมีข้อมูลของเราทั้งชื่อนามสกุลและเบอร์พาสปอร์ตด้วย) ทันทีที่เราเดินผ่านประตูได้ เราสามคนวิ่งจ้ำอ้าวกันสุดชีวิตเพื่อไปให้ไกลที่สุดจากประตูทางออกจนสุดท้ายมาจบที่รถไฟใต้ดิน... เรารอดแล้ว เรื่องที่เพิ่งผ่านมามันฟังดูเหลือเชื่อว่าเราเพิ่งรอดจากสถานการณ์คับขันมาด้วยความบังเอิญสุดๆ มันดูเหมือนจะเป็นพล็อตหนังเรื่องหนึ่งมากกว่าที่จะบอกว่ามันเป็นเรื่องจริงที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ กับเราสามคน อยากหนีตามกาลิเลโอดีนัก ตอนนี้เลยได้ทำเหมือนที่หนังมันทำเลย
หกโมงครึ่ง หลังจากการพูดคุยกันเรื่องวีรกรรมที่เราเพิ่งทำมา หัวเราะและหยอกล้อกันราวกับว่าเป็นเรื่องตลก รถไฟใต้ดินพาเรามาถึงย่าน Westminster ที่ที่บีและผมตั้งใจจะมาเพื่อถ่ายรูปกับ Big Ben, Westminster Abbey และแน่นอน London Eye...
วันนี้บีและผมไม่ได้วางแผนไว้ว่าจะกินอะไรเป็นอาหารเย็นดี แต่ยังโชคดีที่มีงานออกร้านที่ London Eye เราเดินผ่านร้านรวงต่างๆ มากมาย เห็นเด็กที่เดินผ่านร้านขนมและพูดกับแม่ว่า "โอ๊ะ! ขนมน่าทานมากเลย วันนี้ผมยังไม่ได้กินขนมเลยนะครับ" ในขณะที่แม่พยายามดึงแขนเด็กน้อยให้พ้นๆ ร้านไป เด็กที่นี่กินขนมไม่เหมือนบ้านเรา ขนมที่เด็กๆ ชอบจะเป็นพวกช็อคโกแลต ลูกกวาด และเยลลี่ น้องสาวผมทนไม่ไหวเลยเดินเข้าไปซื้อขนมมาทานเล่นแก้หิว ช็อคโกแลตมิ้นท์ ช็อคโกแลตถั่ว ลูกกวาดหลากรูปแบบ อมยิ้ม เยลลี่ถั่ว และเยลลี่เส้นยาวหลากสีวางเรียงรายกันอยู่ในถาดไม้ให้เลือกตักกันได้ตามที่อยากกิน เจ้าของร้านนั่งอยู่ที่ตราชั่งหน้าร้านพร้อมถุงลายหัวใจให้ลูกค้าตักขนมใส่ เวลาคิดเงินก็ใช้วิธีชั่งเอาว่ารวมกันแล้วหนักเท่าไหร่แล้วคิดราคาจากนำ้หนัก
ระหว่างที่ผมมองไปรอบๆ เพื่อหาอะไรมารองท้องบ้าง คุณลุงท่าทางใจดีใช้คีมคีบไส้กรอกยาวๆ ควันฉุย ไว้เหนือหัว มองมาที่กลุ่มผมแล้วส่ายไส้กรอกในมือทำนองว่าเรียกให้เข้าไปกินราวแฮรี่ พอตเตอร์ใช้ไม้วิเศษวาดในอากาศเพื่อดึงดูดให้เดินเข้าไปหา เอาวะน่ากินซะขนาดนั้น ข้าวเย็นมื้อนี้ของเราสามคนก็เลยเป็นฮอทดอกซึ่งประกอบด้วยขนมปังก้อนกลมและไส้กรอกยักษ์
บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยผู้คนที่เพิ่งกลับจากการทำงานในช่วงใกล้วันหยุดยาวแล้วพาลูกเล็กเด็กแดงมาเดินเล่นย่าน Westminster อีกไม่กี่วันหลังจากนี้ก็เป็นวันคริสมาสต์แล้ว เสียงเด็กหัวเราะแว่วดังมาจากม้าหมุนซึ่งตั้งเด่นใจกลางในงานออกร้าน กลิ่นแพนเค้กจิ๋วราด Nutella กรุ่นๆ ลอยจากร้านที่มองเข้าไปเห็นชายวัยกลางคนชาวอังกฤษสองคนเร่งทำแพนเค้กอย่างขมักเขม้นหน้าเตา ผู้คนต่างชาติมากมายรายล้อมเดินแวะร้านนู้นร้านนี่ ไม่ก็ยืนต่อคิวหน้าร้านอาหาร คนไทยสามคนยืนกินฮอทดอกริมทางในอากาศหนาวเหน็บช่วงค่ำคืน... อากาศหนาวมาก ฮอทดอกร้อนมาก และมีความสุข มากๆ...
 
whiteteebluejeans

นิราศอังกฤษ (ตอนที่ 3)

posted on 30 Aug 2010 22:37 by anusornj

หลังจากที่ผมคั่นด้วยเรื่องอุบัติเหตุชีวิตการทำงานของผมแล้วก็ขออนุญาตกลับมาสู่เส้นทางเดิมที่ผมตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่แรกนั่นคือการเขียนไดอะรี่ชีวิตช่วงที่ผมได้ไปเที่ยวอังกฤษต่อนะครับ

ผมมีความคิดมานานมากแล้วว่าอยากมีไดอะรี่สักเล่มหนึ่งในชีวิต เพราะความสามารถที่แสนจำกัดของสมองของผมทำให้ไม่สามารถจดจำเรื่องราวและความรู้สึกที่บางครั้งผมคงเสียดายมากๆ ถ้าหากต้องลืมสิ่งเหล่านี้ไป แต่ด้วยความที่เป็นคนขี้เกียจในการพกสมุดและดินสอไปไหนมาไหนเลยกลายเป็นว่ามันเป็นได้แค่เพียงความคิดที่ไม่เคยนำมาปฏิบัติเลยสักครั้ง

แต่เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมในช่วงคริสมาสต์ปี 2552 ที่ผ่านมานี้เป็นเรื่องที่ไม่อาจลืมได้ลงจริงๆ มันเลยอดรนทนไม่ไหวที่จะลองสู้กับตัวเองดูสักตั้งที่จะเขียนมันให้จบให้ได้ เพียงแต่การจดของผมในช่วงที่กำลังตะลอนเที่ยวในลอนดอนนั้นมันไม่ใช่การเขียนด้วยมือแต่เป็นการจิ้มข้อความลงบนแบล็คเบอรี่ อุปกรณ์ตัวเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความสามารถมหัศจรรย์ที่ช่วยให้ผมได้มีโอกาสมีไดอะรี่เป็นของตัวเองได้ หากไม่มีเครื่องแบล็คเบอรี่...ผมคงไม่มีวันนี้ (เว่อร์ไปไหม?)

 

21 ธันวาคม 2552:

คืนแรกของชีวิตกับการนอนในห้องที่ต้องเปิดฮีทเตอร์แทนการเปิดแอร์ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เมื่อคืนผมผล็อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ มันเหมือนโดนแชมป์มวยโลกซัดน็อกไปแล้วรู้ตัวอีกทีก็นอนอยู่บนเตียงแล้ว ผมมองไปนอกหน้าต่างโดยคาดเดาเวลาไว้ล่วงหน้าว่าคงเป็นเวลาสักหกโมงเช้าของลอนดอน แวบแรกที่มองออกไป...มืดตื๋อ ผมก้มลงดูเวลาในนาฬิกาแทนเพื่อความแน่ใจ...ตีสี่... โอ้ว...นอนไม่หลับแล้ว

คงเป็นเพราะอาการที่เรียกว่า Jet Lag ทำให้ผมและบีตื่นขึ้นมาไล่เลี่ยกันโดยไม่ได้นัดหมาย เรานั่งอยู่ในห้องคิดไตร่ตรองว่าควรทำอะไรดีในขณะที่วาวา (น้องสาว) นอนหลับปุ๋ยสบายอารมณ์ ก็เค้าอยู่มาจนชินแล้้วนี่นะ หลังจากนั่งเล่นกันอยู่ในห้องสักพักผมกับบีตัดสินใจสะสางสิ่งที่ค้างคาใจของเราให้เสร็จก่อน เพราะกลิ่นหอมของขนมปังและเนยตั้งแต่เช้าวันแรกที่เรามาถึงมันช่างยั่วยวนเหลือเกิน ถามจากพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ตกหัวละ 3 ปอนด์ซึ่งเรายอมจ่ายแต่โดยดี แหงหละหิวจะตายแต่ตอนนี้ตีห้าออกไปที่ไหนมันจะเปิด เราเดินเข้าไปในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเนย อาหารเช้าเค้าง่ายมาก มีขนมปังแผ่น หัวกะโหลกและครัวซองต์ให้เลือกทานพร้อมแยมในกระปุกจิ๋วหรือเนยเค็มๆมันๆ พร้อมตู้กดโกโก้หรือกาแฟ แต่แค่นั้นก็ทำให้หัวใจเราละลายไปได้กับความเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอิ่มใจและอิ่มกาย

เจ็ดโมงเช้าน้องสาวผมยังคงไม่ตื่นนอนอยู่ดี ผมกับบีเลยตัดสินใจออกไปเดินเล่นยามเช้าซะหน่อย มาเมืองนอกทั้งทีเวลาแค่นาทีเดียวก็มีค่าแล้ว... อากาศยามเช้าหนาวเหน็บเหมือนเคย การเดินตะลอนทั่ว Oxford Street เมื่อคืนไม่ได้ช่วยให้ร่างกายเราปรับตัวได้เลย ท้องถนนยังว่างเปล่าไม่ค่อยมีผู้คนเท่าไหร่นัก มีเพียงหนุ่มสาวชาวไทยสองคนเดินฝ่าอากาศหนาว Window Shopping กันอย่างไร้จุดหมาย หลังจากเดินตัวแข็งทื่อทรมานตัวเองสักพักก็เริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มคิดถึงน้องฮีทเตอร์ในห้องแล้วแหละ 

สิบเอ็ดโมงเช้า ผม บี และวาวายืนอยู่หน้า British Museum สถานที่ซึ่งบีทำรีเสิร์ชและกำหนดเป็น Touring Schedule มาแล้วเรียบร้อยซึ่งบีบอกว่าต้องไปดูโซนอียิปต์และกรีกให้ได้ มันดีตรงที่ว่าการเที่ยวในพิพิธภัณฑ์มันฟรีและเราสามารถบริจาคให้ก็ได้ตามกำลังศรัทธา ผมเลือกเอาเหรียญเล็กที่สุดที่กองรวมกันอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทแล้วโยนลงกล่องบริจาค ขึ้นชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองนอกย่อมมีอะไรกิ๊บเก๋มากกว่าที่เราเคยๆ เห็นกัน สำหรับที่นี่มีให้เช่าชุดเครื่องเล่นเทปและหูฟังซึ่งมันสามารถบรรยายสิ่งที่เรากำลังดูอยู่ได้ในภาษาที่เราเลือก แต่คนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างเรามาเที่ยวเมืองนอกด้วยเงินตัวเองและยังเหลือเวลาการเดินทางอีกหลายวันมันก็ต้องเจียมเนื้อเจียมตัวกันหน่อย...อ่านป้ายที่เค้าแปะเอาไว้ตามรูปปั้นแทนก็ได้วะ และอันที่จริงเวลาในพิพิธภัณฑ์ของเราหมดไปกับการวิ่งเล่นถ่ายรูปกับรูปปั้นสวยๆ มากกว่าโดยไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์ชาติของเค้ากันเลยทีเดียว

อาหารเที่ยงวันนี้เรามากินอาหารเกาหลีบน Oxford Street (อีกแล้ว) ตามที่วาวาแนะนำ วันนี้เรามีสมาชิกมาร่วมเดินทางอีกหนึ่งคนชื่อว่าบิว เพื่อนของบีที่ไปเรียนเกี่ยวกับแฟชั่นที่นั่น ได้โฮสท์นำเที่ยวคนแรกแล้วเฟร้ยยยย บิวเป็นคนช่างพูดและเป็นที่ปรึกษาเรื่องแฟชั่นที่ดีมากคนหนึ่ง บิวแนะนำให้ผมซื้อรองเท้าหนังและกางเกงว่ายน้ำแบบขาสั้นซึ่งสุดท้ายแล้วผมไม่ได้ซื้อเลยสักอย่างที่บิวแนะนำ และเนื่องด้วยบิวเป็นคนที่อยู่ในลอนดอนอย่างจริงจัง รู้แหล่งช้อปปิ้งที่คนนิยมไปกัน ช่วงบ่ายวันที่สองของเราก็เลยเป็นการช้อปปิ้งเหมือนเดิม สุขสมอารมณ์หมายของบีและวาวาทีเดียว 

สี่โมงสี่สิบนาที สิ่งหนึ่งที่เป็นไฮไลท์ของการมาเที่ยวครั้งนี้คือนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เห็นหิมะตกแบบต่อหน้าต่อตา หิมะร่วงโรยจากท้องฟ้าเป็นสิ่งที่ตรึงใจผมอยู่หมัด บีเองก็เช่นกัน ภาพที่เห็นหลังจากนี้คือ Londoner หลายแหล่วิ่งหนีหิมะเข้าอาคารหรือที่ร่ม ไม่ก็กางร่มกันหิมะตกใส่หัวกัน แต่มีชายหญิงคู่หนึ่งวิ่งออกไปยืนกลางหิมะแอ็คท่าให้เพื่อนถ่ายรูปให้อย่างสนุกสนาน บีไม่วายลากบิวออกมาถ่ายรูปเล่นด้วยแต่พอถ่ายเสร็จบิวก็วิ่งหนีเข้าที่ร่มทันที เค้าอยู่มานานเค้าคงเห็นจนเบื่อแล้ว

หลังจากแยกทางกับบิวแล้ว บีเริ่มรู้สึกว่ารองเท้าบูทที่ซื้อมาจากห้างแพลทตินั่มบ้านเรามันเริ่มส่อแววเจ๊ง เนื่องจากพื้นฟุตบาทที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งที่เริ่มละลาย น้ำเย็นจัดๆ มันเลยซึมเข้าไปในรองเท้าบูท ซึ่งผมเข้าใจความรู้สึกที่เห็นบียืนน้ำตาซึมอยากเปลี่ยนรองเท้า เพราะน้ำมันเย็นจัดมาก มันเหมืือนการไปยืนบนลานไอซ์สเก็ตเท้าเปล่า อันนี้เรื่องจริง ภารกิจฟิชโช่ช่วงหัวค่ำวันนี้คือการตระเวนหารองเท้าบูทคู่ใหม่ให้กับบี

เวลาหนึ่งทุ่มตรง คืนนี้เรากะไปเที่ยวผับกัน คำว่าผับที่อังกฤษไม่เหมือนกับนิยามของผับแบบฉบับไทยที่เราเข้าใจกัน ผับที่นี่เป็นสถานที่ที่คนมาเพื่อพบปะสังสรรค์กัน จะเห็นว่าหลายๆ คนมาผับกันเป็นครอบครัวและหลายครั้งที่เด็กๆ ก็ตามพ่อแม่มาผับด้วยเหมือนกัน

ร้านที่วาวาแนะนำคือร้านชื่อ Addie เป็นสถานที่แรกที่เราได้ยินเสียงคนไทยจากเจ้าของร้านสั่งเด็กเสิร์ฟอย่างไม่ขาดสาย ภาษาไทยทำให้เรารู้สึกอุ่นใจว่าอย่างน้อยในมุมเล็กๆ มุมหนึ่งในโลกยังมีวิถีความเป็นไทยซ่อนตัวอยู่ และมุมที่ว่านี้ไม่ได้มีอยู่แค่ที่เดียว

สี่ทุ่ม หลังฝ่าลมหนาวกลับถึงห้องพักเราทุกคนโยนถุงพลาสติกทั้งหลายแหล่ลงบนเตียง ถุงที่เต็มไปด้วยข้าวของที่เราจับจ่ายในวันนี้ เสื้อผ้าและแอคเซสซอรี่ที่เราได้มาเพิ่ม เอาไว้ใส่ถ่ายรูปกันวันหลัง ของกินเล็กๆ น้อยๆ เช่นนม กล้วยและส้มหลังจากที่ผมติดใจกับรสชาดส้มที่ได้กินเมื่อคืน ผมยืนทนหนาวสั่นอยู่หน้าฝักบัวที่เปิดแบบร้อนสุดๆ เพื่ออบอุ่นร่างกาย และได้รับรู้ว่าระยะทางแค่ประตูกันฝักบัวไปยังราวแขวนเสื้อในห้องน้ำมันช่างทรมานจิตใจเหลือเกิน ระยะทางแค่สี่ก้าวซึ่งอาจทำให้ผมหนาวตายได้และที่ผมอบอุ่นร่างกายด้วยน้ำร้อนก่อนหน้านี้แทบไม่มีความหมายเลย

คืนที่สอง ผมโดนอีกหมัดฮุคใต้คางแบบจั๋งๆ และนั่นก็ทำให้ผมหลับไปอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เหมือนเดิม...

 จบการเดินทางวันที่สองของผมครับ

 

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ ขอให้มีความสุขกันถ้วนหน้าครับผม  

 whiteteebluejeans 

จำไม่ได้เหมือนกันว่าตอนที่ตัวผมเองเริ่มต้นชีวิตการทำงานตอนนั้นผมได้คิดหรือไม่ว่าชีวิตการทำงานของผม ณ ที่แห่งนี้จะจบลงเมื่อไหร่หรืออย่างไร... นับตั้งแต่วันนั้นถึงปัจจุบันก็เป็นเวลานานกว่า 7 ปีแล้วที่ผมทำงานอยู่กับที่แห่งนี้ ซึ่งว่ากันตามตรงว่าผมจำไม่ได้หมดหรอกว่าผมได้ผ่านช่วงเวลา 7 ปีนี้มาอย่างไรบ้าง เท่าที่จำได้ก็คือเข้ามาแรกๆ ก็ก้มหน้าก้มตาตรวจบัญชีหงกๆ ตามหัวหน้าไป เค้ามากี่โมงก็มาให้ทัน ทำงานเรื่อยๆ รอจนเค้าเรียกกลับบ้านก็กลับกัน ปีแรกๆ จะตรวจบัญชีอยู่ที่โรงงานอย่างเดียวเลย ทำตั้งแต่เก้าโมงเช้ายันห้าทุ่ม

แรกๆ ที่บ้านก็ถามบ่อยๆ ว่า "วันนี้จะกลับกี่โมง?" หรือ "จะให้รอทานข้าวด้วยกันไหม?" ซึ่งผมก็ตอบปฏิเสธทุกครั้งด้วยความที่ติดหน้าที่การงานอยู่ จนในที่สุดช่วงหลังที่บ้านก็เลิกถามแล้วเพราะเริ่มเข้าใจ Nature การทำงานของผม หลังจากนั้นการดำเนินชีวิตของผมก็เปลี่ยนไป จากสังคมครอบครัวก็เริ่มปรับเปลี่ยนเป็นสังคมการทำงาน จากหน้าพ่อแม่ น้องชายและน้องสาวที่เห็นทุกวันตอนเย็นและก่อนเข้านอนและทุกเช้าเมื่อตื่นนอนก็กลายเป็นเห็นหน้าเพื่อนร่วมงานมากกว่าพ่อแม่ ยิ่งเวลาผ่านไปหนึ่งปีหรือสองปีมันเหมือนยิ่งถลำลึก ภาพที่เห็นจนชินตานับวันยิ่งเลือนลง เลือนลงจนกลายเป็นความปกติของชีวิตไป... ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

หากจะถามว่าผมมีความสุขกับชีวิตการทำงานไหม ก็ขอตอบตามตรงเลยว่ามีความสุขดี... การทำงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีมันทำให้ผมได้พบเห็นกับหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างที่ไม่เคยคาดคิดเหมือนกันว่าถ้าผมทำงานเป็นคนดูแลกิจการที่บ้านจะมีสิทธิได้พบได้เห็นไหม...

"จะมีไหมโอกาสที่ผมจะได้ไปเดินอยู่ในโรงงานที่เต็มไปด้วยเหล็กขนาดยักษ์ที่อาจหล่นลงมาทับผมเมื่อไหร่ก็ได้?"

"จะมีไหมโอกาสที่ผมจะได้ไปยืนอยู่บนกองสารเคมีขาวๆ เหมือนแป้งที่สูงท่วมหัวจนเหมือนกับว่าเราเป็นมดตัวหนึ่งในกระสอบข้าวสาร?" 

"จะมีไหมโอกาสที่ผมจะได้ไปนับสต็อกบนพื้นที่กันดารอย่างเชิงเขา ที่ซึ่งไม่คิดว่าจะมีโรงงานขนาดเล็กๆ ที่มีคนทำงานอยู่ไม่ถึงยี่สิบคนทำงานอยู่?"

"จะมีไหมโอกาสที่จะได้เป็นเดินทัวร์โรงงานผลิตยาสีฟันที่เต็มไปด้วยกลิ่นมินท์ชนิดที่เดินออกมาจากโรงงานแล้วตัวหอมไปทั้งวัน?"

ในขณะเดียวกัน "จะมีไหมโอกาสที่ผมจะได้ล่องใต้ไปนับยางพาราจนได้รับรู้ว่ายางมันมีกลิ่นเหม็นมากชนิดที่ต้องซักเสื้อที่ใส่ไปถึงสองครั้งกลิ่นที่ติดเสื้อถึงจะหายไป?"

หรือ "จะมีไหมโอกาสที่ได้เดินนับสต็อกใน Makro Office ชนิดวันชนวัน?" (ตรงนี้ผมกล้าโม้อย่างไม่มียางอายเลยว่ามันคือการเดินเล่นในร้านขายเครื่องเขียนที่ยาวนานที่สุดในชีวิตผม)

และที่ผมลืมไม่ได้คือผมคงไม่มีโอกาสได้พบกับคนที่ผมรักและคาดหวังจะร่วมชีวิตกับเค้าในสถานที่ทำงานแห่งนี้...

ที่ยกตัวอย่างนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตการทำงานของผมซึ่งมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีปะปนกันอยู่เต็มไปหมด ซ้อนทับกันอยู่จนไม่อาจแยกแยะได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่และอย่างไร ซึึ่งผมเองก็เชื่อว่าหลายๆ คนก็เป็นเหมือนกัน...

เพราะเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของคนหลายคนมันเยอะมากจนถึงจะอยากเล่าให้คนอื่นฟังอย่างไรก็ไม่สามารถเล่าได้หมด ทำได้แค่เพียงเก็บไว้เป็นเรื่องของเราที่คนอื่นใดในโลกก็ไม่สามารถร่วมแชร์กับเราได้ การนึกถึงเรื่องในอดีตบางเรื่องที่ดีอาจทำให้เรายิ้มได้ เพียงแต่เราไม่สามารถบอกให้คนอื่นร่วมรู้สึกยินดีพร้อมไปกับเราได้และนั่นคือสิ่งที่เรียกว่าความทรงจำ ซึ่งในครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมจะได้เซฟและอาร์ไคฟสิ่งที่่เรียกว่าความทรงจำของผมเข้าไปยังไดรฟ์ดีซึ่งแฝงลึกอยู่ในรอยหยักสมองโดยผมตั้งชื่อโฟลเดอร์ว่า "ความทรงจำแห่งชีวิตการทำงาน (Part 1)"... 

ผมเองยังรู้สึกดีกับหน้าที่การงานในปัจจุบันอยู่ แต่ชีวิตคนเราในบางครั้งมันก็ไม่ได้ง่ายดายเหมือนอย่างที่ทุกคนวางแผนไว้ และบางครั้งมันก็ออกมาในรูปแบบที่เราเองก็คาดไม่ถึงชนิดที่ว่าวันดีคืนดีตื่นมาตอนเช้าก็พบว่าตัวเองกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่งหรือตื่นมาแล้วพบว่าเรื่องมากมายล้านแปดที่ผ่านชีวิตเรามามันเป็นแค่เพียงฝันข้ามคืน ซึ่งผมก็ขอสรุปว่าเคสของผมมันก็ออกมาคล้ายๆ กัน คือทำงานอยู่ดีๆ แล้ววันนึงก็ฉีกตัวเองออกมาจากเส้นทางที่เราเดินอยู่ซะอย่างงั้น จะให้เดินต่อไปก็เดินได้ แต่ไม่รู้ทำไมขามันปฏิเสธที่จะก้าวต่อ แต่กลับเบี่ยงไปเดินเลนคู่ขนานแทน ตรงจุดนี้หลายๆ คนบอกว่ามันคือความเบื่อซึ่ง ณ ตอนนี้ผมยังไม่ได้ตอบตัวเองว่ามันใช่หรือไม่ แต่ที่รู้คือตอนนี้ขาผมก้าวข้ามเลนออกมาแล้วและกำลังเตรียมที่จะวิ่งไปในเลนคู่ขนานโดยที่ยังไม่รู้ว่าปลายทางของเส้นคู่ขนานนั้นคืออะไร

สิ่งที่ผมกำลังจะพบในอนาคต คืออนาคตที่ผมไม่ได้จินตนาการไว้ มันเหมือนการกระชากตัวเองออกจาก Comfort zone แบบหักดิบซึ่งมันอาจจะเป็นความคิดที่ดีหรือแย่ก็เป็นได้ และผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าครอบครัวผมรู้สึกอย่างไรกับการที่ผมลาออกเช่นนี้เพราะความห่างเหินจนรู้สึกเหมือนไม่ได้คุยกับครอบครัวแบบเปิดใจเหมือนเมื่อก่อน

สิ่งที่ผมคิดว่าจะทำหลังจากการลาออกของผมก็คือการนำชีวิตแบบเดิมๆ ที่ผมคิดถึงนักหนากลับคืนมา ผมห่างหายจากมันไปเจ็ดปีแล้วและอยากได้มันกลับมาเร็วๆ ผมอยากกลับไปนั่งอยู่บ้านกับแม่และครอบครัวเหมือนวันเวลาเก่าๆ สมัยที่ผมยังเรียนอยู่ ถึงแม้ว่าอาจต้องใช้เวลาปรับตัวสักพักก็ตาม

ผมไม่ได้คาดหวังกะเกณฑ์ว่าอนาคตต้องเป็นเศรษฐีสิบล้าน (หลักสิบล้านพอ ร้อยล้านเว่อร์ไป) ต้องมีรถสองคัน ต้องมีบ้านสองหลังถึงจะถือว่าประสบความสำเร็จ ตอนนี้ผมยังไม่อยากตั้งกรอบให้ตัวเองเพราะมันเพิ่งฉีกออกจากกรอบมาหมาดๆ ผมขอสะสางตัวเองให้เรียบร้อยก่อน กลับไปมีเวลาว่างๆ ได้ทำสิ่งต่างๆ ที่ตัวเองอยากทำนักหนาแต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากถูกเวลางานมาเบียดเบียน ผมอยากนั่งวาดรูป ผมอยากเพ้นท์ตุ๊กตาเพื่อเอาไปขายทางอีเบย์ ผมอยากช่วยที่บ้านทำงานบ้าน ขับรถเข้าเยาวราชไปทำธุระให้ที่บ้าน ผมอยากนั่งอยู่หน้าร้านพร้อมพ่อและแม่ ตั้งแต่ผมทำงานและแยกออกมาอยู่คนเดียวนั้นไม่มีสักครั้งเลยที่พ่อแม่พี่น้องมานั่งเล่นในห้องรับแขกบ้านผม ผมอยากคุยกับพ่อแม่ว่าช่วงที่ผ่านมาผมไปทำอะไรมาบ้าง ผมอยากทำอาหารให้แม่กินตอนเที่ยงเหมือนเมื่อก่อน มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมอยากทำและผมรู้ดีว่าบางอย่างมันดูงี่เง่าจนไม่สามารถบอกให้คนอื่นฟังได้ แต่นั่นก็คือสิ่งที่ผมจะทำทั้งหมดเพื่อเอาสิ่งที่ขาดหายไปกลับคืนมาอยู่กับตัวซักพักหลังจากนั้นค่อยคิดใหม่ว่าอะไรคือกรอบในอนาคตของผม...

อย่างที่ผมพูดไว้กลางๆ บทความนี้ ความทรงจำเป็นสิ่งที่แชร์ไม่ได้และความรู้สึกก็เช่นกัน ผมคงทำให้ท่านผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมแบบเดียวกับผมไม่ได้เพราะผมไม่ใช่นักเขียนที่ดีพอ ผมเพียงแค่หวังว่าการที่คนเราได้เขียน blog และได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเองออกมาให้ผู้อื่นได้รับฟังเป็นเรื่องที่ดีและช่วยให้เราสบายใจขึ้นได้ ดังนั้นผมขอบคุณผู้อ่านทุกท่านมากหากท่านยอมทนอ่านมาจนจบ entry นี้นะครับ ^^

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกันถ้วนหน้าครับ 

whiteteebluejeans 

เป็นเวลาหนึ่งทุ่มตรงที่เราทั้งหมดแบกถุงพะรุงพะรังออกจากสถานี Bayswater เพื่ิอหาอาหารเย็นทานก่อนเข้าโรงแรม อย่างที่ผมบอกว่าผมและแฟนชอบที่พักของเรามาก หนึ่งคือสามารถเดินจากสถานีรถไฟได้ สองคือสองข้างทางระหว่างสถานีรถไฟและโรงแรมเต็มไปด้วยร้านอาหารหลากหลายเชื้อชาติให้เราสามารถแวะได้ก่อนกลับ รวมถึงร้านโฟร์ซีซั่น ร้านอาหารที่ขึ้นชื่อลือชาเหลือเกินเรื่องเป็ดปักกิ่ง

แต่สมาชิกทุกคนเห็นพร้องต้องกันที่จะทานที่ร้านข้างๆชื่อว่า Golden Mine แทน ทั้งนี้เพราะคิวที่ยาวเหยียดเหลือเกินของโฟร์ซีซั่น และคนที่นี่เค้าซุบซิบมาว่ากุ๊กที่ทำหน้าที่ย่างเป็ดจนสร้างชื่อเสียงให้กับโฟร์ซีซั่นได้หันมาเปิดธุรกิจของตนเองเป็นร้านแห่งนี้ ดังนั้นเลยขอลองชิมซะหน่อย
อาหารร้านนี้อร่อยตามที่น้องสาวผมบอกไว้ แต่ผมกลับชอบส้มที่ทางร้านจัดไว้ให้ลูกค้าทานล้างปากมากกว่า ส้มสีส้มจี๊ดๆพร้อมรสเปรี้ยวกำลังดีและเนื้อส้มชุ่มฉ่ำทำเอาผมกับแฟนติดใจรสชาดส้มที่นี่ ต้องไปตระเวนหาซื้อกินกันเองวันหลัง
วันแรกหมดไปกับชีวิตไร้สาระและการช็อปปิ้ง ทุกคนกลับถึงห้อง โยนถุงลงพิ้น นั่งตากตัวให้แห้งหน้าฮีทเตอร์แล้วหลับเป็นตาย โดยเฉพาะผมที่ได้ชื่อว่าไม่ชอบการนอนแต่หัวค่ำในช่วงวันหยุดกลับสลบคาเตียงเป็นคนแรก...
 

จบแล้วสำหรับวันแรกของการเดินทางนะครับ ถ้ามีโอกาสผมจะพยายามย่อรูปมาแปะใน entry นี้ให้มันดูมีสีสันเพิ่มขึ้นซะหน่อยเพราะตอนนี้มันดูมีแต่ตัวหนังสือชอบกล... ขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ เจอกันใหม่ entry หน้าครับ

 
whiteteebluejeans